ธนกร's profileThe One Of MemoryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    24 July

    มาถอดรหัสหัวใจตัวเองกันเถอะ(แม่นมากเลยนะ เดี๋ยวหาว่าไม่บอก)

    เรื่องที่ 1 – นกน้อยสีฟ้า
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>วันหนึ่งมีนกสีฟ้าบินเข้ามาในห้องของคุณ และหาทางออกไม่ได้
    > >>>>นกตัวนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณประทับใจ คุณจึงตัดสินในเลี้ยงมันไว้
    > >>>>แต่แล้วในวันรุ่งขึ้น คุณก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า
    > >>>>เจ้านกตัวนี้สามารถเปลี่ยนสีได้ในชั่วข้ามคืน จาก สีฟ้ากลายเป็น
    สีเหลือง
    > >>>>เช้าวันที่สามมันเปลี่ยนสีเป็น สีแดง และวันที่สี่ก็เปลี่ยนเป็น
    สีดำสนิท
    > >>>>คุณคิดว่าเช้าวันที่ห้าเมื่อคุณตื่นขึ้นมา เจ้านกตัวนี้จะกลายเป็นสีอะไร?
    > >>>> 1. ไม่เปลี่ยนสี ยังคงเป็นสีดำ
    > >>>> 2. เปลี่ยนกลับไปเป็นสีฟ้าเหมือนเดิม
    > >>>> 3. เปลี่ยนเป็นสีขาว
    > >>>> 4. เปลี่ยนเป็นสีทอง
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>ความหมาย “นกน้อยสีฟ้า”
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>นกที่บินเข้ามาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความโชคดี แต่แล้วจู่ๆ
    > >>>>มันก็เปลี่ยนสี ทำให้คุณกังวลว่า ความสุข
    > >>>>ที่คุณมีอยู่จะไม่ยั่งยืน ปฏิกิริยาของคุณต่อเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่า
    > >>>>คุณตอบสนองต่ออุปสรรค และความ
    > >>>>ไม่แน่นอนของชีวิตอย่างไร
    > >>>> 1. หากคุณตอบว่านกยังคงเป็นสีดำ คุณเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
    > >>>>คุณมักจะเชื่อว่า เมื่อสถานการณ์
    > >>>> เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี มันก็ไม่มีทางที่จะกลับมาเป็นปกติได้
    > >>>>ความจริงคุณน่าจะพยายามคิด
    > >>>> ว่า ถ้าเกิดว่าอะไรๆ มันเลวร้ายได้ถึงขนาดนี้
    > >>>>มันคงไม่สามารถเลวร้ายลงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
    > >>>> ขอให้พึงระลึกว่า “ไม่มีฝนคราใดจะตกได้ตลอดกาล
    > >>>>และไม่มีราตรีใดที่มืดมิดเสียจนไร้ซึ่งอรุณรุ่ง
    > >>>> แห่งวันใหม่”
    > >>>> 2. หากคุณตอบว่า นกเปลี่ยนกลับไปเป็นสีฟ้าเหมือนเดิม
    > >>>>คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี คุณเชื่อว่าชีวิตก็
    > >>>> ต้องมีดีบ้างร้ายบ้างปะปนกันไป
    > >>>>ไม่มีทางที่คุณจะฝืนความจริงข้อนี้ได้ คุณยอมรับสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้
    > >>>> นได้อย่างสงบ
    >
    >>>>และปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็นโดยไม่กังวลหรือเครียดกับมันจนเกินไ

    > >>>> มุมมองของคุณทำให้คุณสามารถยืนหยัดอยู่ได้
    > >>>>แม้คลื่นแห่งความยากลำบากจะถาโถมเข้ามา
    > >>>> 3. หากคุณตอบว่า นกเปลี่ยนเป็นสีขาว คุณเป็นคนสงบ
    > >>>>และกล้าตัดสินใจเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน
    > >>>> แม้ว่าสถานการณ์จะถึงขั้นวิกฤต คุณก็จะไม่เสียเวลามานั่งกลุ้มใจ
    > >>>>หรือมัวลังเล ถ้าสถานการณ์แย่
    > >>>> ลงจะเกินเยียวยา
    > >>>>คุณจะตัดสินใจถอนตัวแล้วหาหนทางใหม่ที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายโดยไม่ยอม
    > >>>> จมปลักอยู่กับความทุกข์
    > >>>>วิธีการริเริ่มแก้ไขปัญหาของคุณดูเหมือนจะทำให้สิ่งต่างๆ ผ่านพ้นไปได้
    > >>>> เอง
    > >>>> 4. หากคุณตอบว่า นกเปลี่ยนเป็นสีทอง คุณเป็นคนไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด
    > >>>>คุณไม่รู้จักกดดัน สำหรับคุณ
    > >>>> ทุกๆ วิกฤต คือโอกาส
    > >>>>คุณอาจเปรียบตัวคุณเหมือนจักรพรรดินะโปเลียนผู้เคยกล่าวไว้ว่า “…เป็น
    > >>>> ไปไม่ได้ : มันไม่ใช่ภาษาฝรั่งเศสนี่”
    >
    >>>>แต่คุณต้องระวังอย่าให้ความมั่นใจแบบไร้ขีดจำกัดของคุณทำลายส่วนที่ดีที่สุด
    ของคุณไป
    > >>>>เพราะ ความกล้า กับ ความบ้าบิ่น นั้นมันต่างกันเพียงนิดเดียวอง
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>เรื่องที่ 2 – อ่านนิตยสารยอดนิยมอง
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>คุณเพิ่งซื้อนิตยสารยอดนิยมเล่มหนึ่งและนำกลับมาอ่านที่บ้าน
    > >>>>คุณอ่านนิตยสารนั้นอย่างไร?
    > >>>> 1. อ่านทั้งเล่มจากหน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย
    > >>>> 2. เปิดคอลัมน์ที่คุณสนใจ และอ่านเฉพาะคอลัมน์นั้น
    > >>>> 3. พลิกไปเรื่อยๆ และอ่านเฉพาะหน้าที่คุณคิดว่าควรค่าแก่การอ่าน
    > >>>> 4. ถ้ารูปเล่ม และการเรียงหน้าเหมือนเดิม คุณก็อ่านเหมือนกับทุกๆ
    > >>>>ทีที่เคยอ่าน
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>ความหมาย “การอ่านนิตยสารยอดนิยม”
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>ลักษณะของการอ่านนิตยสารของคุณสะท้อนให้เห็นว่า
    > >>>>คุณจัดการกับตัวเลือกที่หลากหลาย อย่างไร กล่าว
    > >>>>โดยเจาะจง คือ
    >
    >>>>การแบ่งและจัดสรรเวลาในการอ่านนิตยสารของคุณแสดงถึงวิธีการที่คุณใช้จัดสรรก
    ารใ
    > >>>>ช้ทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…เงิน…
    > >>>> 1. อ่านทั้งเล่มจากหน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย
    > >>>> คุณเป็นคนประเภทที่รู้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของคุณอยู่ที่ไหน
    > >>>>และได้ถูกใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง
    > >>>> ไม่ใช่เพราะคุณคำนึงถึงงบประมารณ หรือ การวางแผนการเงินอะไรหรอก
    > >>>>คุณแค่รู้สึกสบายใจที่
    > >>>> ได้รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน
    > >>>>คุณเกลียดความคิดที่ว่าคุณหลงลืมอะไรบางอย่างไป คุณจัดทำบัญชีของคุณไว้
    > >>>> อย่างเป็นระเบียบ
    > >>>>และรู้ว่าคุณมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีของคุณเท่าไหร่รวมถึงดอกเบี้ยต่างๆ
    > >>>>ด้วยอง
    > >>>> 2. เปิดคอลัมน์ที่คุณสนใจ และอ่านเฉพาะคอลัมน์นั้น
    > >>>> คุณเป็นคนที่ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย และไม่ระมัดระวัง
    > >>>>เมื่อไหร่ที่คุณมีเงินคุณก็จะใช้มัน ซื้ออะไรก็
    > >>>> ตามที่คุณพอใจ คุณมักคิดว่า
    > >>>>“ฉันอาจจะเริ่มเก็บเงินเดือนหน้านี้แล้วนะ” ตอน ที่คุณใช้เงินบาทสุด
    > >>>> ท้าย ถ้าคุณจะสามารถเก็บเงินได้บ้าง ก็ไม่แปลกเลยที่คุณจะไปกด
    > >>>>เอทีเอ็มถอนเงินนั้นมาเพื่อ
    > >>>> ใช้ทำอะไรฆ่าเวลา
    > >>>> 3. พลิกไปเรื่อยๆ และอ่านเฉพาะหน้าที่คุณคิดว่าควรค่าแก่การอ่าน
    > >>>> คุณอาจจะคิดว่า คุณเป็นคนประหยัด แต่บางคนอาจจะบอกว่า
    > >>>>คุณเป็นคนขี้เหนียว ความจริงก็คือ
    > >>>> คุณจะไม่ใช้จ่ายอะไรโดยที่ไม่เกิดประโยชน์ หรือเสียเปล่า
    > >>>>คุณเลือกที่จะเก็บออมไว้ใช้ยามจำเป็
    > >>>> น คุณจะไม่เผลอตัวซื้อของโดยไม่ได้ตั้งใจ
    > >>>>หรือใช้บัตรเครดิตจนชนวงเงิน ความจริงคุณน่าจะ
    > >>>> ผ่อนปรนวิธีการใช้เงินของคุณบ้างในบางโอกาส
    > >>>>เงินมีไว้เพื่อให้คุณมีชีวิตที่ดีไม่ใช่หรือ?
    > >>>> 4. ถ้ารูปเล่มและการเรียงหน้าเหมือนเดิม คุณก็อ่านเหมือนกับทุกๆ
    > >>>>ทีที่อ่าน
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>คุณใช้เงินตามแบบของคุณจนเป็นนิสัย ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร
    > >>>>ถ้าคุณถูกล็อตเตอรี่ คุณจะไม่
    > >>>>ไปเดินชอบปิ้งซื้อของราคาถูกตามห้างต่างๆ และในทางกลับกัน ถ้าคุณล้มละลาย
    > >>>>คุณก็จะยังคงใช้เสื้อผ้า
    > >>>>ราคาแพงที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชื่อดัง คุณเป็นคนที่ไม่สนใจ
    > >>>>หรือกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสถา
    > >>>>นะการเงิน เพราะฉะนั้นคุณน่าจะหาคู่ชีวิตที่ดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ
    ให้คุณได้
    > >>>>และยกหน้าที่นี้ให้เขาหรือ
    > >>>>เธอไปเลย
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>เรื่องที่ 3 – ลึกลงไปนั้น…
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>คุณอยู่ในตึกร้างแห่งหนึ่ง และกำลังยืนอยู่หน้าห้องใต้ดิน
    > >>>>ที่มีบันไดทอดยาวลงไป คุณค่อยๆ เดินลงไปช้าๆ
    > >>>>ขณะเดียวกันก็นับขั้นของบันได 1 ขั้น… 2 ขั้น… 3 ขั้น…
    > >>>> 1. บันไดที่นำคุณลงไปถึงข้างล่างมีทั้งหมดกี่ขั้น?
    > >>>> 2. หลังจากนั้นคุณได้ยินเสียงของใครบางคนดังออกมาจากความมืด
    > >>>>คนผู้นั้นกำลัง
    > >>>> ร้องไห้เบาๆ
    > >>>> ร้องคร่ำครวญจนฟังไม่ได้ศัพท์
    > >>>> หรือว่ากำลังพูดกับคุณ?
    > >>>>3. คุณทำอย่างไรเมื่อได้ยินเสียงคนคนนั้น?
    > >>>> พยายามหาที่มาของเสียง?
    > >>>> วิ่งหนีโดยสัญชาตญาณขึ้นมาข้างบนอย่างไม่เหลียวหลัง?
    > >>>> หรือว่ายืนตัวแข็งด้วยความหวาดกลัว และไม่ขยับเขยื้อนไปไหน?
    > >>>>4. คุณได้ยินเสียงคนคนหนึ่งเรียกชื่อคุณ
    > >>>>และเห็นเงาของเขาทอดตัวลงมาจากบันไดขั้นบนสุด ใครคือคนที่
    > >>>>กำลังเดินลงมาหาคุณ?
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>ความหมาย “ลึกลงไปนั้น…”
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>>ตึกร้างและห้องใต้ดินเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของความทรงจำที่ฝังลึก
    > >>>>และรอยแผลในจิตใจเราทุกคนต่างก็มี
    > >>>>ประสบการณ์ที่ไม่อยากจะระลึกถึง หรือความผิดหวังที่เราคิดว่า
    > >>>>เราลืมมันไปแล้ว แต่ความทรงจำนั้นไม่
    > >>>>อาจลบเลือนไปได้ง่ายๆ
    > >>>>สิ่งที่เราอยากลืมจะคงอยู่กับเราเนิ่นนานเกินกว่าที่เราคาดคิด การตอบสนอง
    > >>>>ของคุณต่อสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า
    > >>>>คุณจัดการกับความทรงจำในอดีตที่แสนเจ็บปวดอย่างไร
    > >>>> 1. จำนวนขั้นบันได้ที่ทอดสู่ชั้นใต้ดิน
    > >>>>บอกถึงอิทธิพลของรอยแผลในจิตใจที่มีต่อคุณขณะนี้
    > >>>> หากคุณตอบว่า ขั้นบันได้มีเพียงไม่กี่ขั้น
    > >>>>คุณได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเพียงเล็กน้อย แต่
    > >>>> หากคุณคิดว่าบันไดนั้นทอดยาวลึกลงไปสู่ห้องใต้ดิน
    > >>>>คุณเป็นผู้ที่มีบาดแผลฝังลึก ในใจเฉกเช่นความ
    > >>>> ลึกของบันได
    > >>>> 2. เสียงที่คุณได้ยินมาจากความมืด
    > >>>>บอกว่าคุณผ่านพ้นประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตมาได้อย่างไร
    > >>>> หากคุณตอบว่า ได้ยินเสียงร้องไห้เบาๆ
    > >>>>คุณมักจะได้รับการปลอบโยนจากผู้อื่นเมื่อมีปัญหา และ
    > >>>> หายจากความโศกเศร้าด้วยความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้น
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>> หากคุณตอบว่า ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญจนฟังไม่ได้ศัพท์
    > >>>>คุณได้ผ่านความทุกข์ครั้งนั้นมาด้วยตนเอ
    > >>>> งอย่างยากลำบาก
    > >>>>เสียงครวญครางที่คุณได้ยินเป็นเสียงของความเจ็บปวดที่ฝังลึกของคุณเอง
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>> หากคุณตอบว่า ได้ยินเสียงนั้นกำลังพูดกับคุณ
    > >>>>คุณมีรอยแผลเป็นในใจซึ่งเป็นเสมือนเหรียญเกียรติย
    > >>>> ศ แต่คุณไม่ยอมรับว่านั่นเป็นบาดแผล
    > >>>>นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงได้กล่าวว่า “สิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เรา
    > >>>> ตาย แต่มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น” แต่จงระวัง
    > >>>>อย่าให้สิ่งนี้ทำให้คุณแข็งกระด้าง และไม่แยแส
    > >>>> ความรู้สึกของผู้อื่น
    > >>>> 3. ปฏิกิริยาของคุณต่อเสียงในความมืด
    > >>>>บอกว่าคุณจัดการกับความเจ็บปวดในอดีตอย่างไร
    > >>>> หากคุณค้นหาที่มาของเสียง แสดงว่า
    > >>>>คุณมักจะทำอย่างนั้นเช่นกันในชีวิตจริง การเผชิญหน้ากับ
    > >>>> ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้คุณพบกับทางออกอย่างแน่นอน
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>> หากคุณวิ่งหนีขึ้นมาชั้นบนโดยไม่เผชิญหน้ากับเสียงนั้น
    > >>>>คุณมักจะละเลยปัญหาโดยหวังว่าสักวันมันจะ
    > >>>> ดีขึ้นเอง วิธีนี้อาจใช้ได้ในบางกรณี
    > >>>>แต่อย่าประหลาดใจหากคุณพบว่าปัญหานั้นวนเวียนอยู่กับคุณนา
    > >>>> นกว่าที่คิด บางครั้งคุณก็ต้องยืนหยัด
    > >>>>และหันไปเผชิญหน้ากับความกลัวเสียบ้าง
    > >>>>
    > >>>>
    > >>>> หากคุณยืนตัวแข็งด้วยความกลัวอยู่ตรงนั้น
    > >>>>อาจหมายความว่าคุณมีความขัดแย้งในอดีตที่ยังไม่ได้แก้
    > >>>> ไข มันยังตามหลอกหลอนคุณ
    > >>>>และขัดขวางคุณไม่ให้คุณดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าอย่างผาสุก
    > >>>> 4. คนที่ปรากฏตัวที่บันไดขั้นบนสุด และเรียกชื่อคุณ คือ
    > >>>>คนที่คุณคิดว่าสามารถพึ่งพาได้เมื่อมีปัญหา
    > >>>> และคุณเชื่อว่า คนคนนั้นสามารถปลอบโยน
    > >>>>และช่วยเยียวยาแผลในใจของคุณ

    ช่วยกานเม้นด้วยน้า จาด้ายเปนกำลังจาย

    18 ข้อความของความรักและชีวิต

         อ่านะ ก้อใกล้ที่จะถึงวันวาเลนไทน์แล้วสิ ใครกันหนอที่จะได้รับดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ เฮ้อ!!! เราคงไม่ได้หรอก แฟนก้อไม่มี!!!! น่าสงสารตัวเองจัง... ใครที่สมหวังในเรื่องของความรักก้อขอให้รักษาความรักนี้ให้นานๆนะครับ รักใครแล้วก้อขอให้รักเค้าให้เป็น และควรเตือนตัวเองเสมอว่าความรักไม่ใช่เป็นเพียงของเล่น แต่ถ้ารักใครก้อให้จริงใจ แล้วท่านจะสมหวัง...ในเรื่องอื่นๆที่จะตามมา ... ขอไม่บอก คิดเอาเอง


    1. จง "บอกรัก" กับคนที่คุณรัก ด้วยความพยายามที่เหมาะสมและด้วยความเป็นตัวของคุณเอง

    2. "ความรัก" คือ ความห่วงใย ใจใส่ อาจเป็นความลุ่มหลงนิดนิด
    Need ที่ต้องการการตอบรับและ กลับคืนมาหาคุณไม่แปลกหรอกค่ะถ้าจะคลั่งรักใครกันบ้างที่คิดว่าคุณหาคนคนนั้นของคุณเจอแล้ว

    3.สิ่งน่าเศร้าอย่างหนึ่งของชีวิตคือการค้นพบคนที่มีความหมายกับชีวิตคุณมากแต่ไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อคู่กันกับคุณ แต่! คุณจงยินดีกับตัวคุณเอง ที่ปล่อยเขา ผ่าน พ้น ไป จาก หัวใจ คุณ ได้
    จงยินดีในความกล้าหาญสำหรับการยอมรับความจริงในข้อนี้ที่คุณทำมันได้ แต่! มันก็ไม่ใช่การหลอกตัวเองเองหรอก ถ้าคุณจะยังรักคนที่มีเจ้าของแล้ว หากว่าเขา คนนั้นเป็นคนดีจริงจริงสำหรับ ทุก ทุก คน ไม่ใช่ดีจริงๆแค่กับ"คุณ"เพียง คน เดียว

    4. เมื่อประตูแห่งความสุขบานหนึ่งถูกปิด
    ขอคุณจงกล้าที่จะเดินจากมันไป เพื่อค้นหาประตูแห่งความสุขบานอื่นๆ ที่ยังเปิดรอคุณอยู่ ด้วยหัวใจของคุณเอง

    5.
    เพื่อนที่ดีที่สุด คือ
    คนที่สามารถพูดภาษาใจ
    เดียวกันกับคุณได้แม้ว่าคุณอาจต้องต่อยตีหรือทะเลาะกับเค้าบ้างในบางคราว หรืออาจจะทุกๆ วันของชีวิตคุณ

    6.เป็นความจริงที่เราไม่รู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกระทั่งสูญเสียมันไป
    และก็จริงอีกเช่นกัน ที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งผลของสิ่งนั้นมาถึงจง "อย่าลืม" ให้อภัยตัวคุณเองสำหรับทุกความผิดพลาดในชีวิตและจงยอมรับผลของมันด้วยหัวใจของคุณ ความผิดพลาดอภัยได้เสมอสำหรับผู้ที่มองเห็นมัน แต่ ไม่ ใช่สำหรับทุก ทุก คน

    7. "อย่า" มอบ (ชีวิต) ความรักทั้งหมดให้กับใครสักคนแม้ว่าเขาจะรักคุณมากก็ตาม จง เหลือ ความ รัก ส่วน หนึ่ง ไว้ กับ ตัว คุณเอง เพื่อ ให้ มัน เติบ โต และ งอก งาม เพิ่ม ขึ้น ทุก วัน ทุก วันในหัวใจ ของ คุณ

    8. "อย่า" บังคับให้ใครพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากพูด เช่นคำว่า "รัก"
    หรือ"ปฏิเสธ") และอย่าปิดหัวใจ คุณด้วยการไม่รับรู้คำว่า "รัก" จากคนที่รักคุณสุดหัวใจ

    9. จง "บอกลา" กับความพยายาม(รัก) ที่ ท้อ แท้ และ สิ้นหวัง
    แต่อย่าทำใจให้ "เลิกรัก" คนที่คุณยังคงรัก
    "ความรัก" ดีเสมอสำหรับหัวใจของคนที่เห็นค่าของมันซึ่งไม่ใช่กับทุกทุกคน

    10.ความรักยังคงมาเยือนเสมอสำหรับผู้ที่มีความหวังและมีความศรัทธาในหัวใจ

    11. อย่ามองคนจาก "คำพูด" เพราะนั่นอาจเป็นการแสดงที่หลอกลวง
    แต่จงมองคนที่เปลือกของหัวใจเพราะภาพลักษณ์ภายนอกมันไม่จีรังยั่งยืน

    12. เราอาจประทับใจใครใครได้ในเวลาเพียงชั่ววินาทีแต่การค้นหาใครสักคนที่มีหัวใจตรงกันกับคุณอาจใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต
    และ คุณก็อาจ "ลืม" คนคนนั้นได้ในชั่วเศษเสี้ยวของหัวใจ
    ถ้า คุณ พบ ว่า เขา ไม่ ใช่ คน ของ คุณ

    13.ขอคุณจงเป็นคนที่อ่อนหวานและน่ารักสำหรับทุกบททดสอบของชีวิตขอความกล้าหาญและเข้มแข็งจงมีอยู่สำหรับทุกเส้นทางชีวิต
    ที่คุณได้เลือกแล้วสำหรับความเป็นตัวของคุณเอง

    14. หากการใส่ใจใครๆเป็นสิ่งที่ทำให้คุณต้องเจ็บปวด
    คุณก็เลิกเสียเถอะสำหรับการทำสิ่งที่ถูกใจสำหรับทุกทุกคน
    จงใส่ใจในตัวของคุณเองตามสิทธิที่คุณมี ตามหน้าที่ที่คุณทำได้
    ซึ่งมันไม่จำเป็นว่าต้องดีที่สุดถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคน

    15. จุดเริ่มต้นของคำว่า "รัก" อยู่ที่การให้อิสระกับตัวคุณเอง
    ในการสะท้อนภาพจริงของตัวคุณให้ปรากฎแก่คนที่คุณรัก
    แต่ก็ อย่า ให้ ภาพ ของเขาเปลี่ยนแปลง ความเป็นตัวคุณได้

    16. คนที่มีความสุขที่สุด คือคนที่สามารถทำสิ่งที่เรามีให้ดีที่สุด
    สำหรับตัวเราเองด้วยใจที่เป็นธรรมไม่ใช่ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกทุกคน

    17. หากคุณยังคงรู้สึกทุกข์ขอจงเปิดใจของคุณเองก้าวกลับสู่อดีตที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขความรู้สึกที่ติดค้างในใจนั้น

    ขอจงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดและความปวดใจ ที่มันได้เคยผ่านเข้ามาในชีวิตคุณ

    18. คุณร้องไห้ยามคุณเกิดดังนั้นจงมีชีวิตอยู่อย่างคนที่หัวเราะและยิ้มได้ กับทุกวันของชีวิตสำหรับการเลือกเกิดไม่ได้
    จงทำมันให้มีความสุข และมีค่าที่สุดสำหรับตัวของคุณเอง
    มิใช่เพียงเพื่อผู้อื่นเท่านั้น และ มิ ใช่ อยู่ เพียง เพื่อ รอ ให้ วัน นั้น ให้ มัน มา ถึงคุณ

    อยากรู้จักใครสัคน...ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง

    ปล่อยมือ
    บางครั้งเราก็หวาดกลัวที่จะอยู่คนเดียวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    เพราะความเคยชิน ที่ต้องมีใครสักคนอยู่ข้างๆ
    เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่ไม่อาจขาดไป
    ไม่กล้านึกภาพที่ต้องใช้ชีวิต... ชีวิตอยู่เพียงลำพัง
    กลัวว่าจะไม่อาจแก้ปัญหาไม่อาจเผชิญหน้า
    และกลัวว่าจะเหงา

    หลายคนจึงดันทุรังที่จะยืนอยู่ด้วยกันจับมือกันไว้ทั้งๆ
    ที่ดวงตามองไปคนละทางหัวใจอยู่กันคนละที่
    ถามว่า...นาทีนั้นความรักอยู่ที่ไหน
    ความสุขอยู่ตรงไหน เมื่อทุกนาทีที่ผ่านไปมีเพียงความอดทน
    เพื่อประคับประคองการ อยู่ร่วมกันเอาไว้แค่นั้น
    จะมีประโยชน์อะไร หากรู้ดีอยู่แล้ว่าไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้องมาถึง
    จะมีประโยชน์อะไร ถ้ามือสองมือที่จับกันจะอุ่นเพียงมือเดียว และอุ่นกันคนละครั้ง

    ปล่อยมือออกจากกัน
    ให้หัวใจได้เดินทางออกจากกันไปเรียนรู้อะไรต่างๆ ตามลำพัง
    เมื่อเวลาผ่านไปหัวใจเริ่มคุ้นเคย หัวใจอาจจะอบอุ่นอีกครั้ง
    การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน
    ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง
    ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ “คน” เป็นสิ่งมีชีวิต
    ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น

    อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป
    เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว

    อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป
    เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น

    อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป
    เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลา ของความเป็นส่วนตัว. . . คนเดียว

    อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป
    เพราะนั่นจะทำให้เค้า ไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง

    อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป
    เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด

    อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้
    เพราะถ้าคนๆ นั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้
    คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที

    "คน" เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน ..อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ .... ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง ...

    เรื่องราว...ซึ้งหลังวาเลนไทน์

    บทสนทนาของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเป็นแฟนกัน
    ญ. :: คุณเคยคิดถึงฉันบ้างไหม?
    ช. :: ไม่เคย
    ญ. :: คุณชอบฉันไหม?
    ช. :: ไม่
    ญ. :: คุณอยากได้ฉันไหม?
    ช. :: ไม่
    ญ. :: คุณจะร้องไห้ไหม ถ้าฉันจากไป?
    ช. :: ไม่
    ญ. :: คุณจะอยู่เพื่อฉันไหม?
    ช. :: ไม่
    ญ. :: คุณจะทำอะไรสักให้ฉันได้ไหม?
    ช. :: ไม่ได้
    ญ. :: คุณจะเลือกอะไร ระหว่าง ''ชีวิตคุณ'' กับ ''ชีวิตฉัน''?
    ช. :: ชีวิตฉัน
    หญิงสาวรู้สึกเสียใจมาก เธอหันหลังวิ่งหนีจากชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนเธอ
    แต่เขาก็วิ่งตามเธอไป พร้อมทั้งตะโกนว่า.... ...
    " เหตุผลที่ฉันไม่เคยคิดถึงเธอ เพราะว่าเธออยู่ในความคิดฉันเสมอ
    เหตุผลที่ฉันไม่ชอบเธอ เพราะฉันรักเธอ
    เหตุผลที่ฉันไม่อยากได้เธอ เพราะฉันต้องการ และจำเป็นต้องมีเธอ
    เหตูผลที่ฉันไม่ร้องหาย ถ้าเธอจากไป เพราะฉันคงจะตายทั้งเป็น ถ้าไม่มีเธอ
    เหตุผลที่ฉันไม่อยู่เพื่อเธอ เพราะฉันจะตายเพื่อเธอ
    เหตุผลที่ฉันทำอะไรให้เธอสักอย่างไม่ได้ เพราะฉันยินดี
    และเต็มใจทำให้เธอทุกอย่าง
    และเหตุผลที่ฉันเลือกชีวิตฉัน เพราะ เธอคือชีวิตฉัน "

    เรื่องราว...ซึ้งๆอ่านดู

    เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล...
     
    "ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อย..ได้มั๊ยคะ"
    คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น..
     
    เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ .อยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออก..
    เพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ .
     
    กรี๊ดดดด.....เธอกรีดร้อง
    หมอต้องอุ้มเด็ก..ออกไปอย่างรวดเร็ว
     
    **เด็กทารกที่เกิดมา...ไม่มีใบหู**
     
    และแล้ว....กาลเวลาพิสูจน์ว่า.... การได้ยินของเจ้าหนู..ไม่มีปัญหา
     
    ปัญหา..มีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก คือ....ใบหูที่หายไป
     
    หลายครั้ง..ที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียน แล้ววิ่งมาบอกแม่
     
    เธอรู้ว่า..หัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน...
    เจ้าหนูพูดโพล่งออกมา..อย่างน่าเศร้า
    "พวกเด็กตัวโต ..พวกมันล้อผมว่า
    ..
    --ไอ้ตัวประหลาด--"
     
    จนกระทั่ง... เจ้าหนูเติบโตขึ้น..หล่อเหลา.. เป็นที่รักของเพื่อน ๆ..
    เค้ามีพรสวรรค์ ในด้านอักษรศาสตร์.. วรรณคดี..และดนตรี..
    เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น
    ...
     
    แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น... ทำให้เค้า..ไม่อยากเจอใคร
     
    "ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก" แม่กล่าว..ด้วยความสงสารลูก
     
    พ่อของเด็กชาย.. ปรึกษากับหมอประจำครอบครัว
    และได้รับข่าวดีจากหมอว่า...
    "ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค..แต่ใครล่ะ..
    จะเสียสละใบหู..เพื่อเด็กน้อยคนนี้" คุณหมอกล่าว
     
    จนกระทั่ง ..2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย..
    "ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่..หาคนบริจาคใบหู
     
    ที่ลูกต้องการได้แล้ว...
    แต่นี่เป็นความลับ"
     

    การผ่าตัด..สำเร็จด้วยดี และแล้ว...คนคนใหม่ก็เกิดขึ้น..
     
    ....เค้ากลายเป็น..ผู้มีพรสวรรค์...
    เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน...ในวิทยาลัย
    จนเป็นที่กล่าวขานกัน..รุ่นต่อรุ่น
     
    ต่อมาได้แต่งงาน... และทำงาน.. เป็นข้าราชการในสถานทูต
     
    วันหนึ่ง.. ชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อว่า.
     
    "พ่อครับ.. ใครเป็นคนมอบใบหูให้ผมมา ใครช่างให้ผมได้มากมาย..
    แต่ผมไม่เคยทำอะไร.. เพื่อเค้าได้เลยสักนิด"
     
    "พ่อไม่เชื่อว่า.. ลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอก.
    เรื่องนี้..เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว"
    พ่อตอบ..
     
    หลายปีผ่านไป....
    มันยังคงเป็นความลับ
     
    และแล้ว..วันนึง..วันที่มืดมิดที่สุด.. ผ่านเข้ามา..ในชีวิตของลูกชาย
     

    แม่เค้าได้เสียชีวิตลง.
     
    เค้ายืนข้าง ๆ พ่อ... ใกล้หีบศพของแม่
     
    พ่อเรียกเค้า..
    "มานี่สิลูก..มานั่งใกล้ ๆ นี่"
    พ่อลูบผมแม่อย่างช้า ๆ..และนุ่มนวล
     
    ผมสีน้ำตาลแดง..ถูกเสยขึ้น จนมองเห็นใบหน้า..
    ที่มองดูเหมือนคนนอนหลับ
     
    ...และแล้ว.. สิ่งที่ทำให้ลูกชาย..ถึงกับต้องตะลึง..
    ...ใบหูของแม่...หายไป!..
     
    แม่ไม่มีใบหู...
    "นี่เป็นคำตอบ.. ที่ลูกอยากรู้มาตลอดชีวิต"..
    พ่อกระซิบผ่านลูกชาย
     
    "แม่บอกพ่อว่า..เธอดีใจ.. ที่ได้ทำอย่างนี้..ตั้งแต่วันผ่าตัด..
     
    แม่ไม่เคยตัดผมอีกเลย..
    ไม่มีใคร..มองเห็นว่า.. เธอไม่สวยจริงมั๊ย?
    - - - - - - - - - - - - - -
    - - - - - - - -
     
    จงจำไว้..
     
    ~สิ่งมีค่า..ที่แท้จริง~
    ไม่ได้อยู่ที่..การมองเห็น.. หากแต่อยู่ที่..
    ~สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น~
    - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
    ~ความรัก..ที่แท้จริง~
     
    ไม่ได้อยู่ที่.. เราได้ทำอะไร.. แล้วมีคน..รับรู้..
     
    หากแต่อยู่ที่.. สิ่งที่เรา..กระทำ..แล้วไม่มีใคร..รับรู้ ..
    - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
    ~ความรัก~
     
    บางครั้ง.. ไม่จำเป็น.. ต้องพูดพร่ำเพรื่อ..
     
    หากแต่อยู่ที่....การกระทำ. ซึ่งเรา..อาจรับรู้..
     
    เพียงแค่..ฝ่ายเดียว..
     
    - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     

    อ่านจบแล้ว..ใช้สมอง..ตรึกตรองสักนิด..
     
    ถ้าพรุ่งนี้..เราตายไป..
     
    บริษัท..
    สามารถหาคนมาแทนเราได้
    ภายในไม่กี่วัน..
     
    แต่ครอบครัวเรา..
    ต้องสูญเสีย..
    และคิดถึงเรา..ไปตลอด
     
    เราได้ใช้ชีวิต..กับการทำงาน
    มากกว่าครอบครัว..หรือเปล่า?
     
    ถ้ามากกว่า...
    ก็เป็นการลงทุน..
    ที่ไม่ฉลาดเลยจริง ๆ..

    10 เรื่องเฮี้ยนที่ศาลายา

    10 เรื่องเฮี้ยนที่ศาลายา

    1.ที่มาของชื่อ "ศาลายา"
    เชื่อกันว่าชื่อ "ศาลายา" นี้มาจาก ในสมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้เกิดโรคระบาดหรือโรคห่าลง เด็ก ผู้ใหญ่ ฯลฯ ผู้คนมากมายนอนตายทับถมเป็นกองสูง ศพที่ไม่ได้นำไปเผาก็ถูกทิ้งให้แร้งจิกกินเป็นที่น่าสังเวช เช่นเดียวกับประตูผีที่ วัดสระเกศ บริเวณภูเขาทองในปัจจุบัน ทางการจึงตั้งศาลาแห่งหนึ่งไว้เพื่อส่งมอบยาแก่ชาวบ้าน ต่อมาจึงเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า "ศาลายา"

    2.เพลงรักน้อง
    "เจ้านกน้อย ล่องลอยโผบิน จากแผ่นดินทะเลสีคราม..."
    นั่นคือเนื้อเพลงรักน้อง หรือเจ้านกน้อยอย่างที่ใครหลายๆคนพูดจนชินปาก เพลงอาถรรพ์ของชาวศาลายา มีเรื่องเล่ากันว่านักศึกษาพยาบาลคนหนึ่งถูกผู้เป็นพ่อแม่บังคับให้เรียนในสายที่ไม่เต็มใจ ด้วยความเสียใจกอปรกับคิดว่าไม่มีใครเข้าใจอีกแล้ว นักศึกษาพยาบาลคนนั้นจึงปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าของหอพัก และเขียนข้อความสั้นๆนี้ไว้ จึงทิ้งร่างลงมาสู่พื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เพลงรักน้อง จึงเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกความระลึกถึงนักศึกษาพยาบาลคนนั้น ชาวศาลายาจะถือกันว่า เพลงนี้ห้ามร้องในเวลากลางคืน และถ้าใครคนใดคนหนึ่งร้องขึ้นมาแล้ว ต้องร้องต่อจนจบเพลง มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการเรียกนักศึกษาพยาบาลคนนั้นจากพื้นดินมาสู่เจ้าของเสียง ในบางครั้งก็ปรากฏตัวให้นักศึกษารุ่นน้องที่เข้าใหม่เห็นในลักษณะกระโดดลงจากดาดฟ้าหอพัก เมื่อนักศึกษาคนนั้นตั้งสติได้และเรียกให้คนมาช่วย พอไปถึงจุดเกิดเหตุกลับปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยใดๆอยู่เลย

    3. SI วันมหิดล เตียง C
    อีกหนึ่งความเชื่อเกี่ยวกับวันสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกล่าวถึงวิญญานนักศึกษาคณะแพทย์ศิริราช (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่า SI) ที่จะกลับมาเยี่ยมเยียนหอพักในวันนี้ของทุกๆปี แต่งกายด้วยชุดนักศึกษา เสื้อนั้นย้อมด้วยเลือด และร่างเต็มไปด้วยบาดแผล เรื่องนี้จัดเป็นอันดับต้นๆของความเฮี้ยนสุดยอดในวิทยาเขตศาลายา นักศึกษาแพทย์คนนี้ประสบอุบัติเหตุรถชนขณะข้ามถนนมายังมหาวิทยาลัย อาจเป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาจึงไม่รู้ตัวว่าได้เสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว ห้องพักดังกล่าวที่นักศึกษาแพทย์คนนี้อาศัยอยู่กลายเป็นเรื่องถูกปิดตาย ทราบแต่เพียงว่า เตียง C ของนักศึกษา SI ในคืนวันมหิดลเท่านั้นที่จะพบเห็นเค้าได้ ถ้าอยากทราบว่าความเฮี้ยนนั้นจัดขนาดไหน? ก็ลองสัมผัสได้จากบรรยากาศที่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ในคืนนี้ ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นที่สนุกปากขนาดไหนก็ตาม

    4.เชือกในห้องน้ำ
    เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ไม่นานประมาณปีกว่าๆ มีข่าวแพร่สะพัดตามหอพักว่า ช่วงปิดเทอมเดือนตุลาแม่บ้านคนหนึ่งได้ผูกคอตายในห้องน้ำชาย ห้องดังกล่าวได้ถูกปิดตายไปพักใหญ่ เจ้าหน้าที่หอพักแก้ต่างเป็นพัลวันว่า "ห้องน้ำเสีย" นักศึกษาชายที่อยู่ตรงข้ามกับห้องน้ำนั้น มักได้ยินเสียงร้องไห้ระงมจากประตูเจ้ากรรมเสมอๆ เมื่อมองผ่านจากหอตรงข้าม มีคนสังเกตว่าบริเวณขื่อมีเชือกผูกอยู่จริงแม่บ้านที่ทำความสะอาดประจำชั้นนั้นก็หายหน้าหายตาไป เจ้าหน้าที่หอก็ชี้แจงต่อข่าวลือน้ำขุ่นๆว่า "เค้ากลับต่างจังหวัด" ในปัจจุบันห้องน้ำดังกล่าวได้เปิดใช้งานตามปกติแล้ว ถ้าเข้าไปแล้วเห็นแม่บ้านผิวดำผมหยักศกยิ้มให้ ก็อย่าลืมยิ้มตอบหล่อนด้วย คุณคือผู้โชคดีแล้ว

    5.ผีถ้วยแก้ว
    เรื่องมีอยู่ว่า... นักศึกษากลุ่มหนึ่งได้เล่นผีถ้วยแก้วในบริเวณหอพัก ทีนี้เมื่อเล่นจบก็ถกเถียงกันว่าใครเป็นคนดันแก้ว เมื่อไม่มีข้อสรุป และด้วยความไม่เชื่อในเรื่องผีสาง ทั้งหมดก็เดินออกไปหน้า ม.เพื่อหาข้าวกิน เพื่อนต่างคณะที่นั่งรถแท็กซี่เข้ามาได้สวนกับนักศึกษากลุ่มนั้นพอดี ภาพที่เห็นก็คือ ชายแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากบริเวณศาลใกล้คณะอินเตอร์ และได้ยกมือชี้ ร้องไล่ให้ผู้หญิงคนนึงซึ่งอยู่ในกลุ่มออกไป แต่ทุกคนกลับไม่มีใครใส่ใจ เมื่อมาถึงหอนักศึกษาคนหนึ่งก็เล่าให้เพื่อนที่เพิ่งนั่งแท๊กซี่เข้ามาว่า "นี่ เมื่อกี๊เล่นผีถ้วย มันบอกว่าเป็นผู้หญิงว่ะ อย่าให้กูจับได้นะว่าใครเป็นคนดัน" เพื่อนคนที่เพิ่งนั่งแท๊กซี่เข้ามาก็รีบเล่าเรื่องที่ตนเห็นชายแก่ไล่หญิงสาวในกลุ่มให้ฟัง ทุกคนก็ยืนยันว่าในกลุ่มมีแต่ผู้ชายล้วนๆ ชายแก่คนดังกล่าวอาจเป็นวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่รู้จักกันในนาม "พ่อปู่จันธูป"หรือ "เจ้าขุนทุ่ง" ส่วนผู้หญิงคนดังกล่าวจะเป็นคนเดียวกับในถ้วยหรือเปล่า...โฮะๆ คิดเอาเอง

    6.เรือนไทย
    เรือนไทยเป็นเรือนสีแดงสดตั้งอยู่ตรงข้ามตึกวิทย์เก่า เดินเข้ามาไม่ไกลก็จะพบได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสวยงามและอากาศเย็นสบาย ทำให้เรือนไทยกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยม นักศึกษาหลายกลุ่มมานั่งติวหนังสือกันที่นี่ และบางกลุ่มก็ใช้เป็นที่พลอดรักกันอย่างน่าอิจฉา เรื่องเล่าเกี่ยวกับเรือนไทยมีมากมาย เพราะความคลุมเครือในที่มาของเรือนไทยโบราณหลังนี้ เมื่อ 2 ปีก่อน นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเข้าไปอ่านหนังสือบริเวณเรือนไทย เวลาผ่านไปจนเริ่มเย็น ขณะนักศึกษาคนนั้นเก็บของเตรียมตัวกลับไปหอพัก ก็เหลือบไปเห็นเส้นสีดำๆคล้ายผมของใครบางคน ปลิวไสวอยู่ไม่ไกล เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบว่า เส้นผมที่ว่านั่น...เป็นเส้นผมของผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณ และกำลังห้อยหัวลงมาจากเสาเรือน ปากยิ้มแสยะเห็นฟันดำขลับ นักศึกษาคนนั้นกรีดร้องและเป็นลมทันที พี่ยามได้ยินเสียงจึงเข้าช่วยเหลือ-ทำการปฐมพยาบาล รุ่นพี่เล่าต่อๆกันมาว่าเสาต้นหนึ่งในเรือนไทยตกน้ำมันได้ ถ้าคุณไม่เชื่อเกี่ยวกับ"ความแรง"ของที่นี่ มีเรื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าที่เรือนไทยนี้อากาศเย็นสะท้านตลอดเวลา ไม่ว่าจะฤดูอะไร และวันนั้นแดดจะแรงขนาดไหนก็ตาม

    7.หอชาย
    เชื่อหรือไม่? ในสมัยก่อนหอชายของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นหอหญิงมาก่อน บางคนอยู่มาเป็นปีๆไม่เคยจะรู้ไม่เคยจะใส่ใจกับความเป็นมาตรงนี้เลย หอชายในปัจจุบันนั้นมีสภาพค่อนข้างใหม่กว่าหอหญิง (ยกเว้นแต่หอ10) ก็มีเรื่องเล่ากันว่า นักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ฆ่าตัวตายภายในหอพัก วิญญาณก็ยังวนเวียนไม่ไปไหน คอยปรากฏตัวให้นักศึกษารุ่นหลังได้ประสาทกินเป็นพักๆ และในแต่ละปีจะมีนักศึกษาชายจำนวนมากที่โวยวายกับเจ้าหน้าที่หอพัก เรื่องผู้หญิงชุดขาวที่เดินไปมาในบริเวณหอพัก ส่วนสถานที่หลักๆที่จะพบได้ก็คือ
    1.บันไดหนีไฟ
    ใครที่ชอบเดินทางนี้บ่อยๆ ระวังให้ดี คุณไม่มีทางหนี นอกจากวิ่งชนหรือลงไปติดแหง็กอยู่ด้านล่าง
    2.ทางเชื่อมระหว่างหอ
    เมื่อมองจากระเบียง หรือด้านล่างของหอ นี่คือสามแพร่งที่ทุกคนต้องผ่านเข้าออกในแต่ละวัน โถฉี่ในหอพักหญิงเป็นเครื่องยืนยันอย่างดี แต่อย่าหวังคำตอบจากเจ้าหน้าที่หอเกี่ยวกับสาเหตุที่ย้ายมาเพราะต่อให้ตาย "...เค้าก็ไม่ตอบคุณหรอก"

    9.คอนโด C ห้อง xxxx
    คอนโดบริเวณประตูสาม จะถูกจองตั้งแต่เดือนเมษา แต่จะมีอยู่ห้องหนึ่งในคอนโด C ซึ่งปิดขอบประตูโดยรอบด้วยยันต์ และประไว้ที่หน้าประตูอีกหนึ่งแผ่น ลองนึกภาพดูว่าบรรยากาศของห้องจะหม่นๆ เหมือนมีสายตาเฝ้ามองอยู่ตลอด ใครที่เคยอาศัยอยู่ย่อมรู้ถึงความกดดันได้เป็นอย่างดี ประวัติของห้องนี้ก็มีอยู่ว่าช่วงปิดเทอมเมื่อ 4-5 ปีก่อนมีเด็กอินเตอร์คนหนึ่งกรอกยาฆ่าตัวตาย กว่าเพื่อนจะไปพบศพมันก็อืด เน่า เฟะ เละจนแทบจำไม่ได้ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงอยู่ปี 2 น้อยใจแฟนก็เลยประชดด้วยการลาโลก พองานศพเสร็จ เพื่อนๆทำใจไม่ได้ก็เลยขอย้ายไปพักที่อื่น คนที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆไม่รู้เรื่องรู้ราว ตกกลางคืนมักได้ยินเสียงเปิดก็อกในห้องน้ำ บางครั้งก็ได้ยินเสียงกุกกักทั้งๆที่ไม่มีใคร แต่นั่น...ไม่ร้ายแรงเท่านักศึกษาบางคนที่กำลังนอนหลับ เหลือบไปเห็นผู้หญิงหน้าตาบวมปูดเหมือนศพ จับขาและกระชากลงจากเตียงเพื่อนที่เคยไปอาศัยอยู่ในห้องเจ้าปัญหา การันตีความเฮี้ยนระดับห้าดาว!!! รูมเมทบางคนมองเห็นผู้หญิงเดินไปเดินมาในเวลากลางคืน และมักได้ยินเสียงร้องไห้ ปนโกรธแค้นที่ถูกทอดทิ้ง หลายคนก็ถูกผีอำจนอยู่ไม่ได้ เครื่องใช้ไฟฟ้า-ข้าวของ เปิดปิด เคลื่อนที่ได้เองอย่างน่าสงสัย เป็นอีกเรื่องที่ฮอทสุดๆ และเฮี้ยนสุดๆในรั้วศาลายา

    10.ตู้ผี
    ฟังชื่อแล้วต้องบอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนังผีเกาหลีเกรดบี แต่นี่คือเรื่องจริงของนักศึกษาดวงซวยสุดๆในคืนวันมหิดล เมื่อสองปีก่อน ช่วงสอบกลางภาคตรงกับวันมหิดลพอดี นักศึกษาหญิงคนหนึ่งซึ่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ภายในห้องพัก กำลังจะไขกุญแจตู้เสื้อผ้าไปอาบน้ำ เครียดก็เครียด อ่านก็ไม่ทัน ไหนจะไม่ค่อยรู้เรื่องอีก ความซวยก็เข้าเยือนต่อทันที ขณะเดียวกันเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากข้างใน ขว้าท่อนแขนนักศึกษาโชคร้ายและพยายามดึงเข้าไปในตู้เท่านั้นแหละ... เสียงกรี๊ดดังลั่นมาถึงหอชาย เพื่อนร่วมห้องได้ยินก็กระวีกระวาดมาดู เห็นเจ้าหล่อนเป็นลมนอนฟุบอยู่กับพื้นห้อง จึงโทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่หอให้รับตัวไปโรงพยาบาลทันที สอบถามจากเจ้าหน้าที่หอพักก็ตีหน้าซื่อ แก้ตัวกับเหตุการณ์นี้ว่า "สงสัยเค้าจะเครียดมากไป" เป็นอันว่าเรื่องสยองในคืนวันมหิดลก็ยังเป็นปริศนาต่อไป

    รักครั้งแรก...เริ่มต้นที่ตอนไหน

    หัวข้อ : ความรัก...ไม่มีถูก-ผิด

    อันนี้ก้อตัดข้อความมาฝากอ่านๆกันนะครับ
    หลังจากที่เมย์หายไปนาน จริงๆเมย์ก็ไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะ ยังวนเวียนอยู่ในเวปนี้แหละค่ะ แต่ไม่ค่อยได้โพสต์อะไร ... ช่างเหอะค่ะมาอ่านเรื่องที่เมย์เอามาดีกว่า...........

    ...*-*ความรัก...ไม่มีถูก-ผิด? *-*
    เค้าว่าเรื่อง"ความรัก"ไม่มีคำว่าถูกและผิด
    คุณไม่ผิดที่ไปรักเค้าคนนั้น
    และเค้าเองก้อคงไม่ผิดที่ไม่ได้รักคุณ

    ในทางตรงข้าม คุณไม่ผิดที่ไม่ได้รักเค้าคนนั้น
    และเค้าก้อไม่ผิดที่มารักคุณเช่นกัน

    .........การห้ามใจไม่ให้รักนั้นยากนัก
    แต่คงเทียบไม่ได้กับการห้ามใจให้ลืมรักเพราะย่อมยากกว่า

    คุณอาจทำได้เมื่อมีใครอีกคนก้าวเข้ามาในชีวิตคุณ แต่มันคงไม่ง่าย
    ถ้าคุณต้องหักใจให้ลืมในขณะที่คุณอยู่คนเดียว

    ..........เค้าว่าการชนะใจตัวเองนั้นอาจดีและมีค่าที่สุด
    แต่ในเรื่องความรัก การชนะใจคนที่เรารักนั้นอาจย่อมมีค่ากว่า

    แต่มันอาจมีค่ากว่านั้น
    ถ้าคุณสามารถชนะใจตัวเองที่จะปฏิเสธกับความรักที่ย้อนมาหาคุณ
    และมันอาจมีค่าที่สุด
    ถ้าคุณยอมที่จะ "แพ้" ใจตัวเองเพื่อจะกลับไปหาความรักนั้น

    ...........ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
    แต่อย่าลืมว่าบนโลกไม่ได้มีแค่เค้าทั้งคู่
    อย่าโกรธเค้าที่ต้องปฏิเสธรักจากคุณ
    ด้วยเหตุผลว่าเราเข้ากันไม่ได้
    ด้วยเหุผลว่าสังคมเราต่างกัน
    ด้วยเหตุผลว่าเค้ายังรักคุณอยู่
    ด้วยเหตุผลว่าเค้ารักคนอื่นที่มีค่าพอกับคุณ

    ............วิทยาศาสตร์อาจต้องการเหตุผล
    แต่เรื่องความรักย่อมไม่ต้องการเหตุผลใดใด
    คนดีอาจรักกับคนเลว

    จงอย่าโทษเค้าว่าเค้ารักคนผิด
    จงอย่าโทษเค้าว่าเค้ารักคนที่ไม่เอาไหน
    และจงอย่าโทษตัวเองว่าเรารักคนที่ไม่ดี

    เพราะสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องแล้ว จงเชื่อในสายตาของตัวเอง
    จงเชื่อประตูหัวใจอันมีค่าที่เลือกจะเปิดรับเค้าคนนั้น

    ............แม้ใครจะพูดว่าคู่ของเราเป็นคนไม่ดี
    แต่ในแง่ของความรัก คุณทั้งสองเป็นคนดีของกันและกัน
    อย่าโกรธเค้าที่บางครั้งเค้ายอมเป็นคนตาบอด
    อย่าโกรธเค้าที่บางครั้งเค้ายอมเป็นคนหูหนวก
    บางครั้งการไม่เห็นและไม่ได้ยิน
    เพื่อรักษาและถนอมความรักเอาไว้
    ก็อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

    .............นิยามความรักแต่ละคนย่อมต่างกัน
    ไม่แปลกที่บางคู่อาจทะเลาะกันทั้งวัน
    ไม่แปลกที่บางคู่อาจหวานให้แก่กันได้ทั้งวัน
    และไม่แปลกที่บางคู่ต่างเฉยชาต่อกัน
    และก้อคงไม่แปลกเลยที่บางคู่อาจต่างกันราวฟ้ากับดิน
    เพราะบางครั้งความรักคือ การเติมเต็ม
    แต่บางครั้งความรักอาจคือ
    การเสียสละและการแบ่งปัน

    บางครั้งความรักอาจเป็น การดูแลและปกป้อง

    อย่าไปคิดว่าทำไมคู่เราถึงไม่เหมือนคู่ของใครเค้า
    อย่าไปคิดว่าคู่เราแปลกหรือเปล่า
    อย่าไปสนใจว่าเราควรเปลี่ยนแปลงอะไรมั๊ย
    ถ้าจะเปลี่ยน ขอให้เพื่อรักมิใช่เพื่อเลิกรัก

    เรื่องเล็ก...ของคู่รักกัน

        วันนี้เรามีเรื่องเล่ามาเล่าอีกแย้วนะครับ เรื่องที่จามาเล่าในวันนี้ก้อคงจาไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องของชายหญิง ลองมาอ่านดูนะครับว่าความรู้สึกของคนทั้ง 2 เพศเค้าคิดเหมือนกานหรือต่างกานอย่างไร.....

    จากเด็กซ่า&บลูแฟรี่

    ----------------------------------------------------------------------------------------

         เรื่องเล็กๆ ของคู่รักคงไม่ต้องมีแบบแผน แต่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ลองมาดูตัวอย่างเรื่องเล็กๆ ของชีวิตคู่ที่ควรพึงมีว่า สิ่งไหนที่ทำให้คู่รักติดจรวด หรือคู่รักที่บ่มจนสุกงอมประสบความสำเร็จในชีวิตคู่มาแล้วบ้าง
           
    เรื่องเล็กๆของผู้ชาย

     เปิดโอกาสให้ฝ่ายชายพูดบ้าง คงไม่บ่อยนักที่ฝ่ายชายจะยอมออกมาเปิดอกถึงความรู้สึกของตัวเอง คงเพราะธรรมชาตินั้นสร้างผู้ชายให้ทำเป็นแต่ปิดปากรับฟังเรื่องราวแต่ของผู้หญิง จนพวกเธอได้ใจและไม่ยอมให้ผู้ชายได้พูดอีกเลย แต่ในชีวิตคู่นั้นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เผยความรู้สึกบ้าง ก็เป็นการกระชับความสัมพันธ์ได้ในอีกระดับหนึ่ง
          
    อย่ามองว่าผู้ชายเป็นได้แค่ขอนไม้นิ่งๆ ผู้ชายก็มีอารมณ์และอยากแสดงความรู้สึกต่างๆ ออกมาไม่แพ้ผู้หญิง ทั้งอาการดีใจ โมโห หรือฉุนเฉียว หากผู้หญิงเปิดโอกาสให้หนุ่มคนรักได้แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา ก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและหายอึดอัดและคุณผู้หญิงก็จะได้ยินคำว่า “อยู่กับคุณแล้วผมสบายใจมากที่สุดในโลก”
          
    ปล่อยให้ใช้ชีวิตอิสระบ้าง เหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ชายหาทางเลิกกับคนรัก คงเพราะการถูกจำกัดอิสรภาพมากเกินไป การมัดใจหนุ่มด้วยวิธีนี้ไม่ยาก เพียงคุณสาวๆให้เขามีเวลาส่วนตัวบ้าง ก็คงได้ผลลัพธ์ที่เขาอยากใช้เวลาส่วนตัวมาอยู่กับคุณมากขึ้น
          
    รักเขาที่เป็นเขา อย่ารักเขาเพื่อให้เขามาเป็นแบบที่คุณคิด บางทีการที่สาวๆ ตั้งเงื่อนไขให้หนุ่มในฝันมากกินไป และพยายามเปลี่ยนหนุ่มคนรักให้เป็นชายในฝัน ก็ทำให้รักร้าวได้เหมือนกัน แถมสุดท้ายคุณสาวๆ เองที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นแบบเขา

    เรื่องเล็กๆ ของผู้หญิง

    เอาใจกันหน่อย เหตุผลใหญ่ที่ผู้หญิงนอกใจ มีสาเหตุมาจากการไม่ได้รับความสนใจจากแฟนหนุ่ม อีกทั้งผู้ชายยังไม่เคยดูแลเอาใจใส่ แถมยังไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของพวกเธอเลย ดังนั้นการรับฟังและแสดงความใส่ใจเป็นประจำและสม่ำเสมอ ก็เป็นสิ่งที่ผู้ชายความกระทำเพื่อให้ความสัมพันธ์ของคุณทั้งสองแนบแน่นยิ่งขึ้น
          
    รับฟังปัญหามากกว่าแนะนำ ผู้หญิงอยากบอกว่า การที่พวกเธอชอบเล่าปัญหาต่างๆ แบบไม่หยุดนั้น เพียงเพราะอยากมีคนรับฟัง แต่คงไม่ต้องพึ่งคำแนะนำของหนุ่มๆเท่าไหร่ เพราะพวกเธอคิดหาทางออกเองได้อยู่แล้ว “ดังนั้นหันมาฟังที่ฉันพูดบ้างได้ไหม!?!”
          
    มอบช่วงเวลาโรแมนติกให้กันบ้าง ไม่จำเป็นต้องไปดินเนอร์ร้านหรู หรือทำเซอร์ไพรส์ด้วยแหวนเพชร 7 กะรัต แต่แค่เพียงโอบกอด หอมแก้ม มอบดอกไม้ดอกเล็กๆ ให้บ้างในโอกาสสำคัญ ในความคิดของคุณสาวๆ แค่นี้ก็โรแมนติกสุดๆแล้ว
          
    บอกความรู้สึกอย่างจริงใจ พวกเธออยากบอกว่า “ผู้หญิงก็เข้าใจง่ายเหมือนกันนะ”เพราะการที่ผู้ชายเล่าความรู้สึกหรือเรื่องราวในแต่ละวันให้พวกเธอได้รับฟัง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้สาวๆ รู้สึกว่าพวกคุณเห็นเธอเป็นคนพิเศษ และพึ่งพิงได้
          
    บอกรักเป็นประจำ เพราะการบอกรักเมื่อ10 ปี 5 ปี หรือแม้แต่อาทิตย์ที่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมาบอกคำแสนหวานคำนี้อีกทีไม่ได้ ดังนั้นการบอกรักกันทุกวัน ก็เป็นหนึ่งวิธีที่เติมเต็มความรักได้อย่างดีเยี่ยม
          
           เพราะเรื่องเล็กๆ เกิดจากคนสองคน และยากนักที่คนนอกจะเข้าใจได้ จริงไหม!?!

    รักแบบไหน..ที่ใจตรงการ

    "เพราะรักในแบบของใคร ก็เป็นแบบของมันไม่มีแบบแผนตายตัว"
    - อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่
    - ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะคบใครสักคน เพียงเพราะอยากจะมีใครสักคน
    - อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน วันหนึ่งคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรัก ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
    - อย่าหลงในรสชาติของความรักเสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง
    หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว

    คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณ โดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย
    - คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า คนที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ
    - คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง ขอเพียงเดินเคียงข้างกัน
    - คนที่ไม่บังคับให้คุณทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ
    - คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์และให้เกียรติคุณ
    ...นั่นแหล่ะ คือคนที่รักคุณจริง.....
    จงถนอมคนเหล่านี้ไว้ อย่าปล่อยให้เขาไปจากคุณ..
    เพราะคุณจะเสียใจ หากเขาเปลี่ยนไปหยิบยื่นความโชคดีที่ควรจะเป็นของคุณไปให้คนอื่น


    คนที่รักคนที่เปลือกนอกมีอยู่เยอะเหลือเกิน
    ชีวิตคนคนหนึ่งจะมีคนที่รักคุณจริงผ่านมาสักกี่คน
    ใครที่บอกว่ารักคุณแล้วพยายามจะเปลี่ยนคุณ ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา
    เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง

    จงเชื่อในพรหมลิขิต จงเชื่อในเหตุการณ์ที่นำพาความรักมาให้
    อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่สามารถสบตาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจได้
    อย่าบอกว่ารัก..ถ้าคุณไม่รู้สึกวูบวาบเวลาอยู่ใกล ๆ
    อย่าบอกว่าไม่คิดถึง..ถ้าหัวใจไม่อาจลืม
    อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้าเพิ่งจากกันไม่ถึง 1 นาที
    อย่าปล่อยให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราหลุดลอยไป
    ลองคุยกันมากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ
    จะทำให้เรารู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก
    อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา ทั้ง ๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังดีใจ
    อย่าปล่อยให้ใครอีกคนหนึ่งยิ้ม ทั้ง ๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้
    อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด ทั้ง ๆ ที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง


    ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน..
    อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ
    ความรักเป็นเพียงสายใยบาง ๆ ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกต่าง ๆ
    ทั้งความอาทร ห่วงใย ห่วงหา คิดถึง
    ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
    ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังคงอยู่
    ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเราแข็งแกร่ง
    ความซื่อสัตย์จะทำให้ความรักของเรามั่นคง
    ความเสมอต้นเสมอปลายจะทำให้ความรักของเราสวยงาม
    และสุดท้ายความรักก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน
    สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบาง ๆ ของความรัก
    กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน
    มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด
    เราจะไม่ดิ้นรนที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้


    เมื่อได้เจอความรักที่ดีแล้ว จงทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
    อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว อย่าปล่อยให้เขาเดียวดาย
    คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เราเคยมีกัน อย่าลืมวันแรก ๆ ที่เรารู้สึกกับคน ๆ นี้
    เขาเป็นคนดีที่สุดแล้วสำหรับเรา พยายามรักษาเขาไว้
    เพราะเมื่อเขาหลุดลอยไปแล้ว เราจะไม่สามารถเรียกความรู้สึกต่าง ๆ กลับมาได้อีก
    เหมือนเวลาที่ไม่สามารถย้อนเดินกลับ
    ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว
    อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน
    อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้ อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน
    ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป..


    วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า..
    ที่เคยทำให้คุณมีความสุขระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว..จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก
    เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพเดิมเพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา..
    ลองเดินต่อไปสิ..บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต
    ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้...



    คุณว่าจริงไหม?
    17 July

    รักเหมือนดั่งคอมพิวเตอร์

    ความรักนี่ก้อเปรียบได้เหมือนกับการทำงานของคอมพิวเตอร์เหมือนกานนะ

    รัก...เหมือนดั่ง ราคา SDRAM ที่พันทิพย์ตอนนี้
    แปรผันขึ้นลงตลอด
    ไม่คงที่แน่นอน
    รัก...เหมือนดั่ง ปาล์ม(Palm)
    อยากมีเธอไว้ติดตัวไปทุกที่

    รัก...เหมือนดั่ง Intel Pentium !!! Coppermine
    หากไม่ปรับตัวใช้ M/B หรือ
    Slocket รุ่นใหม่ คงเข้ากับเธอไม่ได้

    รัก...เหมือนดั่ง Roadmap ราคาของ CPU
    ซึ่งเธอมีให้ฉันน้อยลงไปทุกที


    รัก...เหมือนกับ Internet Explorer 5 Full ที่มีปัญหา
    Low Resource
    เป็นประจำ

    รัก...เหมือนกับ Online บ้างก็ busy บ้างก็ easy

    รัก...เหมือนเขียน Java Script ที่ละเอียดอ่อน
    ผิดแม้นิดเดียวก็ Error

    รัก...เหมือนดัง Ink-jet Printer
    เปลืองน้ำหมึกและเสียบ่อย ดั่งรักที่รวนเร


    รัก...เหมือน "not enough memory" แม้ทำทุกอย่างเพื่อเธอ
    ก็ไม่เพียงพอ

    รัก...เหมือน Handy scanner...คงไม่สามารถสแกนหัวใจ A4
    ของเธอได้


    รัก...เหมือน 4.5 MOD 3 หารกันไม่ได้
    เพราะเราไม่เข้าใจกัน

    รัก...เหมือน Compile..Error!! เธอไม่เคยเข้าใจ
    ไม่ตอบสนอง


    รัก...เหมือน Sub-Directories มีมากมายแด่ใครๆ จนฉันหา
    file หัวใจเธอไม่พบ

    รัก...เหมือน Power Supply
    ที่จ่ายไปเลี้ยงหัวใจเธออย่างเพียงพอ


    รัก...เหมือนกับ พัดลมระบายความร้อน
    ช่วยทำให้เธอเย็นสบาย คลายร้อน

    รัก...เหมือนกับ Peltier
    ช่วยทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายหายร้อนแรง 8^P


    รัก...เหมือน UPS แม้จะเกิดอะไร
    ใจฉันยังมั่นคงที่จะจ่ายไฟ เพื่อมีเวลา Saveหัวใจ

    รัก...เหมือนเสียง Modem ตอน Connect ติด
    ช่างสุขใจเหมือนได้ยินเสียงเธอ


    รัก...เหมือน Microsoft Windows 9x
    พร้อมจะพังทลาย(เจ๊ง)โดยไม่มีวี่แววมาก่อน

    รัก...เหมือน อาการ Access Violation ไม่ยอมบอกเหตุผล
    แต่ก็ไม่ยอมให้แก้ตัว


    รัก...เหมือน ภาษา Assembly
    ทำให้เธออย่างยากลำบากทั้งที่ผลที่ได้รับเพียงน้อยนิด

    รัก...เหมือน Logitech Mouse คงทน มั่นคง

    รัก...เหมือน Light Pen มักจะไม่ลงรอยกันง่ายๆ
    (ชี้ที่นึง Cursorไปโผล่อีกที่นึง)

    รัก...เหมือน สาย Lan Coaxial
    ต้องรักษาไว้ให้ดีอย่าให้หลุดลอยไป
    (โยงออกนอกตึกทีไรฟ้าผ่าทุกที)

    รัก...เหมือน Printer Epson FX800
    เพียงครู่เดียวก็ร้อนแรง (หัวพิมพ์ไหม้)

    รัก...เหมือน
    VR-headgearเมื่อมีเธอเราก็อยู่ในโลกของเราด้วยกันเพียงสองคน...

    รัก...เหมือน "file corrupted" อยู่ดีๆเธอก็เปลี่ยนไป

    รัก...เหมือน "A)bort R)etry I)gnore" only 3
    choicesจะเลิกจะฝืนหรือจะอยู่แบบซังกะตาย

    รัก...เหมือน "Your program has perfromed an illegal
    opertaion and will be
    shut down" ว้าทำไม่ถูกใจเธอซักที

    รัก...เหมือน "Error 404 Objected not found"
    ไขว่คว้าหาตัวตนไม่ได้


    รัก...เหมือน "Error 403 Access Forbidden" ถ้าไม่รู้
    passwordของใจเธอก็อย่าหวังซะดีกว่า

    รัก...เหมือน IBM Labtop (for Hi-so girls)
    หมดตัวก่อนที่จะได้มา

    รัก...เหมือน 486DX2-66
    ฉันคงให้เธอได้เพียงเท่านี้สักวันเธอคงทิ้งฉันไปหาคนที่ดีกว่า

    รัก...เหมือน
    If....Then....Elseเธอชอบสร้างเงื่อนไงในความรักจนฉันไม่รู้จะทำเช่นไร


    รัก...เหมือนกำหนด Boolean=False ดังเธอปิดใจ
    ไม่เปิดให้ใครคนใหม่

    รัก...เหมือนดั่งหนังสือ
    Comแรกๆก็ชื่นชมอยากชิดใกล้สุดท้ายก็เบื่อและถูกทอดทิ้ง

    รัก...เหมือนสร้าง HomePage....
    เมื่อมองภายนอกดูสวยงามแต่แฝงไปด้วยภาษาJava
    ที่ซับซ้อนดั่งหัวใจเธอ...ที่ฉันไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจ...ส่วนลึกของหัวใจเธอได้

    รัก...เหมือน UnderCostruction!!
    ปีแล้วปีเล่าเธอก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง...


    รัก...เหมือนกับ Harddisk ถ้าติด Virus(HIV) คงต้อง
    format ใหม่ลูกเดียว

    รัก...เหมือนกับจอมอนิเตอร์ ทำให้คนตาบอด
    (สายตาสั้น..ตาเอียง...)


    รัก...เหมือนกับ RAM ขาดไฟเลี้ยง ความจำก็ถูกลบ

    รัก...เหมือนกับ Software ถ้าจะเอาแบบถูกลิขสิทธิ์
    ราคาก็แพงหน่อย(หรือไม่หน่อย)

    รัก...เหมือนการกลิ้งเม้าส์ ต่อให้กลิ้งมากขนาดไหน
    ก็ไม่เคยออกนอกจอเลย

    สุดท้าย รัก...เหมือนกับ
    เครื่องคอมพิวเตอร์อัปเกรตไปทีไรพอเวลาผ่านไปไม่เคยพอใจเลยสักที

    17 คำบอกเลิกที่ ซ้ำซากที่สุด.....

    เพื่อนๆที่เคยผ่านเหตุการณ์  ของการเลิกกันคงเคยเจอกับคำเหล่านี้บ้างล่ะ

    1. "เราต่างกันเกินไป"
    - แหมประโยคนี้ทำให้ต้องถามกลับว่าแล้วเธอมาจากดาวไหนล ่ะ?

    2. "เราไปด้วยกันไม่ได้"
    - จะไปไหนเหรอ? ถึงไปด้วยกันไม่ได้

    3. "ยังมีคนอื่นที่ดีกว่าฉันนะ"
    - แน่น๊อน! อันนี้รู้อยู่แล้ว

    4. "เธอไม่ใช่"
    - ไม่ใช่อารายว๊ะ?

    5. "เธอไม่ใช่คนนั้น"
    - อืม...แล้วคนไหนล่ะ?

    6. "ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะ"
    - ไม่ฉันไม่ต้องการคำนี้นะ

    7. "ฉันอยากมีพี่ชาย น้องสาว"
    - ผมไม่ได้อยากได้น้องสาวนี่, ฉันไม่ได้อยากมีพี่ชาย

    8. "ฉันชอบเธอแบบพี่ชาย น้องสาวมากกว่า"
    - งั้นผมคงเป็นพี่ชายคนที่ 8 ของเธอ, ฉันคงเป็นน้องสาวคนที่ 9 ของเธอ

    9. "มันสายไปแล้วล่ะ"
    - จริงๆ น่าจะจบกันตั้งนานแล้วนะทำไมเพิ่งมาพูดตอนนี้

    10. "เราจบกันแค่นี้นะ"
    - อ้าว! แล้วจะให้จบแค่ไหนอ่ะ

    11. "เธอเป็นคนดีเกินไป"
    - ชอบคนเลวใช่ไหม.....ด๊ายยย เดี๋ยวจัดให้

    12." เธอก็น่าจะรู้"
    - ฉันไม่ได้มีพลังจิตนะจะได้อ่านใจคนได้น่ะ

    13. "เธอไม่เข้าใจฉัน"
    - แล้วจะให้ไปเข้าทางไหนล่ะ

    14. "เราเป็นแค่เพื่อนกันดีกว่านะ"
    - เพื่อนมีเยอะแล้ว เพื่อนมีแยะแล้ว

    15. "เธอตัดใจซะเถอะ"
    - ตัดก็ตาย เด้

    16. "เราเหมือนเส้นขนานกันนะ"
    - เส้นขนานอย่างน้อยก็ยังไปด้วยกันได้

    17. "นึกถึงความจริงบ้างสิ"
    - แล้วนี่ฉันฝันอยู่หรือไง?

    นี่เป็น17 ประโยคยอดฮิตที่นำพาความเจ็บช้ำมาให้คนฟังมากมาย ฉะนั้นคุณๆ ทั้งหลายห้ามพูดเด็ดขาดนะจ๊ะ รู้ไหมว่าคนฟังเขาไม่ชอบ ใครที่ตั้งใจจะบอกเลิกกับแฟนก็ควรคิดประโยคใหม่ๆ เพื่อจะทำให้คนที่ได้ฟังลดอาการเซ็งจากการอกหักลงได้ บ้างนะจ๊ะ

    Love การรอคอยสิ่งที่มีค่าที่สุด...อาจจะต้องใช้เวลา

    LOve : การรอคอยสิ่งที่มีค่าที่สุด... อาจต้องใช้เวลา

    ก า ร ร อ ค อ ย...
    เป็นเรื่องที่ทรมาน
    โดยเฉพาะการรอคอยที่จะกลับมาพบกัน
    หรือรอคอยใครสักคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
    เพราะในเวลาแห่งการรอคอยนั้น
    มันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง 1440 นาที 86400 วินาที
    และเข็มนาฬิกาก็เดินช้าขึ้นอีกเป็นเท่าตัว...
    จากเวลาที่นานอยู่แล้วจึงนานยิ่งกว่า
    และการดำเนินชีวิตระหว่างการรอนั้น
    ก็มีตัวแปรมากมายที่จะทำให้คนเปลี่ยนไปอยู่ทุกขณะ
    เพราะทุกคนมีพื้นฐานความเหงา
    และโดดเดี่ยวอยู่ในตัวเองพอๆกับความอ่อนไหว
    เป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้ระยะทางเป็นเครื่องวัดความรู้สึก
    พิสูจน์ความแข็งแรงของความรัก
    วัดการกระทำ...ความเสมอต้นเสมอปลาย
    และความอดทน
    ด้วยเงื่อนไขของความลำบากแห่งกาลเวลา
    และตัดสินว่า...การรอคอยจะคุ้มค่าหรือไม่


    ก า ร อ ยู่ ห่ า ง กั น...
    จึงจำเป็นต้องพิสูจน์กันด้วยความเข้มแข็ง
    ต่างคนต่างก็ต้องทำหัวใจให้เข้มแข็งกับอารมณ์ต่างๆ
    ที่คอยรบกวน...และคอยชักจูงออกนอกลู่นอกทาง
    เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย...ที่วันนึงเราพบว่า
    คนคนหนึ่ง...คือคนที่ชีวิตเราตามหามาตลอด
    และใครสักคนที่เป็นได้อย่างที่เราฝัน
    มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
    และคนที่จะฝ่าฟันกับการบีบคั้นแห่งการรอคอย
    กลับมาหาเราได้ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา...


    เ พ ร า ะ ฉ ะ นั้ น...
    ย่อมหมายถึง...ความรู้สึกที่เค้ามีอยู่ก็คงไม่ได้ธรรมดา
    และคนคนนั้นก็ย่อมเต็มค่า
    เวลาที่ชาวประมงจะเลี้ยงหอยมุก
    จะต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
    และสามารถรอคอยได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    เพราะเขารู้ว่า เมื่อไหร่ถึงเวลา
    ที่มุกสามารถนำมาร้อยเป็นสร้อยได้
    ย่อมเกิดค่ามหาศาล

    ...ชีวิตจึงจำเป็นต้องรอคอยใครสักคนให้ได้
    หากรู้ว่าเป็นใครสักคน ..ที่มีค่าแก่การรอคอย...
    ซึ่งอาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง..ก็แตกต่างกันไป

    25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว

    25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว

     

                

    1. คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักใกล้ตาย จะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง 
    หรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้" ก็ได้ 

    2. จดบันทึก เขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย 

    3. มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลาน ๆ ฟังคุณจะเล่าอะไร 
    แล้วคุณพลาดการนัดกับเพื่อนเพื่อไปดูหนัง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป 

    4. อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถข้าง ๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลน ก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย 

    5. ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหน ๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จ ๆ ไปเลย 

    6. เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระช่วยบ้าง 
    เปลี่ยนแปลงตัวเองด้านการแต่งกาย ทรงผม ทานอาหารรสชาดใหม่ๆ 

    7. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ บ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูคันใหม่ ไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดี ๆ  คุณอาจพบว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี 

    8. กำจัดข้าวของรกบ้าน เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว ยกไปบริจาคเถิด ได้บุญกุศล 


    9. รู้จักเอ่ยคำว่า "ไม่" ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว 

    10. รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็นที่ คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ ทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาเป็นของธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใจใส่กันบ้าง 

    11. อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่น คู่ครอง และคนในครอบครัว คุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน 

    12. มอบความรักให้คู่ครอง ครอบครัว และเพื่อน ๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่า คุณ "รัก" พวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดี ๆ 
    ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยทำร้ายใคร 

    13. อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง 

    14. ติดต่อเพื่อนเก่า ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา ส่ง SMS 

    15. บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ตัดดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ที่สดใสนำมาใส่แจกัน 

    16. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดลูบไล้แผ่นหลัง  ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว 

    17. สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้ 

    18. สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว 

    19. ออกไปเดินเล่น การออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจ 

    20. ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ 

    21. ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย 

    22. รอคอยสิ่งดี ๆ เช่น วันหยุดพักร้อน ออกท่องราตรีกับเพื่อนฝูง ไปดูหนัง ฟังเพลง หาร้านอาหารอร่อย ๆ ที่ไม่เคยไป รอโทรศัพท์จากคนรู้ใจ 

    23. ชวนเพื่อน/ คนรู้จัก หรือใครก็ได้ มากินมื้อค่ำ จัดห้อง โต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสริฟ์เครื่องดื่มค็อกเทล  เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น 

    24. ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ 

    25. ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง อาสาช่วยงานกุศล บริจาค พากันไปท่องเที่ยวหาความสุข 
    หรือช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข เพียงเท่านี้ การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิด 

    15 July

    กรุ๊ปเลือดกับอาหารต้องห้าม

    Image คราวนี้มาดูกันดีว่า กรุ๊ปเลือดอะไรควรและไม่ควรรับประทานอะไรบ้าง

    กรุ๊ป O
    ถือว่า เป็นเลือดกรุ๊ปแรกของมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกของโลกที่ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์เป็นอาหาร ดังนั้น คนที่มีเลือดกรุ๊ป O จะมีสุขภาพแข็งแรงดี สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด เพราะน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยโปรตีนได้ง่าย

    แต่มักมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานไม่ดีนัก ดังนั้น อาหารที่เลือกรับประทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันมาก โดยเฉพาะเนื้อหมู ซึ่งร่างกายสามารถย่อยได้ง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคแผลเน่าเปื่อย หรือเกิดการอักเสบได้ง่ายกว่าคนที่มีเลือดกรุ๊ปอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้น การรับประทานเพื่อบำรุงจึงขาดกันไม่ได้

    ควรเลือกรับประทาน ผักใบเขียวเพื่อได้รับวิตามินเค จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น นอกจากผักใบเขียวแล้ว คนกรุ๊ปเลือดนี้ ควรรับประทาน มะเขือเทศ แครอท และน้ำผลไม้รวม เพื่อเพิ่มเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา และควรออกกำลังกายที่ใช้พลังงานมาก เช่น การแอโรบิค ว่ายน้ำ จะทำให้ช่วยคุมน้ำหนักให้คงที่ได้เป็นอย่างดี

    กรุ๊ป A
    กลุ่มเลือดนี้เกิดขึ้นในช่วงหมดยุคสมัยแห่งการล่าสัตว์ มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งและรู้จักการเพราะปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารแทนเนื้อสัตว์ ดังนั้น คนกรุ๊ปเลือดนี้จึงเหมาะกับอาหารประเภทข้าว แป้ง และผัก ผลไม้เป็นที่สุด

    ข้อควรจำ คือคนเลือดกรุ๊ป A จะอ่อนไหวต่อโรคมะเร็งมากกว่า หมู่อื่นๆ ควรลดหรือละเว้น นม เนื่องจากแอนติเจนที่อยู่ในเซลล์ของเลือดกรุ๊ป A เอง และเนื่องจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ คนกรุ๊ปเลือดนี้ จึงไม่ควรรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูปที่มีสารไนไตรท์มาก อาหารที่ควรเลือกรับประทานได้แก่ อาหารทะเล ผักต่างๆและธัญพืช เช่น ซีเรียลโฮลวีท ที่มีใยอาหาร ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร วิตามินบี เพื่อช่วยการทำงานของระบบประสาท และเม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง

    ข้อควรระวังสำหรับคนกรุ๊ปเลือดนี้ คือความเครียด การออกกำลังกาย ที่ใช้พลังงานมาก กลับยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงควรฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ตีกอลฟ์ หรือเต้นระบำเพื่อรักษาสมดุลตามธรรมชาติ


    กรุ๊ป B
    พวกที่อยู่ในกลุ่มเลือดกรุ๊ป B ถือว่าเป็นเลือดที่ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นอันดับสามของมนุษย์ เป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มทำการเกษตรเป็นแล้ว ก็เริ่มนำสัตว์มาเลี้ยงและรับประทานเนื้อ ดังนั้น คนกรุ๊ปเลือดนี้ จึงรับประทานได้หลากหลาย ทั้งเนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้

    แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีไปเสียหมด เพราะจุดอ่อนอยู่ตรงที่มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ ดังนั้ นจึงควรเสริมอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด ข้าวกล้อง นมและผลิตภัณฑ์จากนม อย่างการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ ทำจากนม สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วน หรือท้องเฟ้อเรอเหม็น เปรี้ยว อย่างคนกรุ๊ปเลือด A

    ส่วนการออกกำลังกาย สามารถทำได้หลากหลายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แอโรบิค ว่ายน้ำ กอล์ฟ หรือแม้แต่โยคะ

    กรุ๊ป AB
    มาถึงเลือดกรุ๊ปสุดท้ายที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์เรา พบว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1,000 กว่านี้เอง จะมี 2 ลักษณะในตัว คือเป็นได้ทั้ง แบบกรุ๊ป A และกรุ๊ป B จึงสามารถรับประทานได้ทั้ง 2 กรุ๊ปเลือดตามใจชอบ

    แต่ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก และเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เนื่องจากน้ำย่อยมีความเป็นกรดต่ำ จึงทำให้ย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ไม่ค่อยดีนัก มักจะมีกรดเกิดขึ้นมาก ในท้องส่วนล่าง หรือลำไส้ใหญ่ อาจสังเกตได้ง่ายๆ ถ้ามีอาการผิดปกติ คือ จะเรอบ่อย

    อาหารที่ควรรับประทาน เช่น อาหารทะเล ผักสด เต้าหู้ ผลไม้จำพวกส้มโอ องุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโยเกิร์ต เนื่องจากจะช่วยในการย่อย กระเพราะอาหารไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป และควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อขับไล่ของเสียในร่างกายที่มีมากกว่าคนกรุ๊ปอื่น ซึ่งเป็นเพราะความซับซ้อนทางด้านชีวเคมี ส่วนการออกกำลังกาย เลือกที่ทำให้จิตใจสงบมีสมาธิ อย่างเช่น โยคะ ยิงธนู เป็นต้น

    รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมพิจารณาก่อนส่งอาหารจานอร่อยเข้าปาก และดำเนินชีวิตให้เกิดสมดุลตามธรรมชาติ เพราะปัญหาสุขภาพเรื้อรัง บางชนิด ไม่อาจรักษาให้หายขาดด้วยยาแผนปัจจุบัน แต่ทำได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคเสียใหม่ ...

    4 สูตรหน้าใส ทำง่ายๆ ด้วยตนเอง

    Image ก้าวสู่ปีใหม่ที่เราจะสวยงามยิ่งๆ ขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้ว่าอายุจะเพิ่มขึ้นไป 1 ปีก็ตาม เราได้สรรหาสูตรบำรุงผิวหน้า ให้สวยใส ซึ่งทำได้ง่ายๆ และส่วนผสมก็หาได้ในครัวนี่เอง

    1. สูตรเพิ่มความสดชื่นเปล่งปลั่งให้ผิวหน้า
    ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด แล้วนำแอปเปิ้ลไม่ปลอกเปลือกสัก ครึ่งผล ปั่นให้ละเอียด พอกหน้าเว้นเปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออก

    2. สูตรลดริ้วรอย ทำให้หน้านวลใส
    นำแอปเปิ้ลครึ่งผลมาปั่น พอละเอียดได้ที่ก็คั้นมะนาวเอาแต่น้ำสัก 1 ช้อนชาใส่ลงไป คนให้เข้ากัน แล้วพอกชโลมให้ทั่ว เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออก

    3. สูตรหน้าเด้ง ไม่หยาบกร้าน
    เตรียมโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ และมะเขือเทศลูกเล็กๆ สัก 3 ลูก ปั่นโยเกิร์ตกับมะเขือเทศให้ละเอียด แล้วนำพอกหน้าให้ทั่ว โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก

    4. สูตรขัดหน้าขาว และลดริ้วรอยหมองคล้ำ
    ผสมโยเกิร์ต 1 ถ้วย กับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากัน ชโลมให้ทั่วใบหน้า แล้วขัดๆ ถูๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออก ทำเดือนละครั้งกำลังดี

    เมนูห้ามรับประทานขณะท้องว่าง



        ก่อนที่จะรับประทาน ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อนนะคะ เพราะบางทีอาหารที่เราทานลงไปทั้งๆ ที่มีประโยชน์แต่ไม่ถูกเวลา ก็อาจส่งผลเสียบางอย่างที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ค่ะ ไปดูกันว่าอาหารที่ไม่ควรรับประทานขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง

    นมและนมถั่วเหลือง
    แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหารมีสาร
    ประเภทแป้งอยู่

    เหล้า
    หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
    และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

    น้ำตาลหรืออาหารหวาน
    ไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะ
    ท้องว่างจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิดและลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต

    ชาที่แก่เกินไป
    ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง
    และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะมือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ

    ลูกพลับ
    ไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไป
    รวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

    กล้วย
    เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุ
    แมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไปเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือด
    หัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    กระเทียม
    เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้น เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง

    ผัก
    การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ

    นอกจากนั้นยังไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกายใน
    ขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อกเนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย อย่าลืมสิ่งใดที่มีคุณอนันต์ก็
    อาจมีโทษมหันต์เช่นกัน ถ้าคุณปฏิบัติอย่างผิดวิธี

    7 สูตรพอกหน้าจาก 7 ประเทศ

    หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่อยากมีใบหน้าสวยใส ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ วันนี้เรามีสูตรการพอกหน้าแบบพิเศษ ที่สรรหามาจากทั่วโลกให้คุณได้บำรุงผิวหน้าของคุณ ให้คุณมีผิวที่ขาวใส แลดูอ่อนกว่าวัยคะแบบที่ 1 พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง (ประเทศสเปน)
    วิธีการ : ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้วใช้ปลายนิ้วแตะน้ำผึ้งลูบไล้บนใบหน้าและลำคอเบาๆ สักครู่ แล้วนวดหน้าด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาประมาณ 5 นาที จนน้ำผึ้งเหนียว นวดต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยทิ้ง ไว้ประมาณ 10-15 นาที ระหว่างนั้นให้นอนพัก ศีรษะอยู่ต่ำกว่าระดับปลายเท้า เพื่อให้เลือดไหลมาหล่อเลี้ยง ที่ใบหน้าและลำคอได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อครบเวลาแล้วก็ค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดน้ำผึ้งออก ให้สะอาด เป็นอันเสร็จพิธี

    แบบที่ 2 พอกหน้าด้วยแอปเปิ้ล (ประเทศเบลเยี่ยม)
    วิธีการ
    : ปอกแอปเปิ้ล คว้านเอาไส้และเมล็ดออก บดให้ละเอียด ขณะที่บดให้ผสมน้ำผึ้งลงไปด้วย เมื่อบด จนเข้ากันดีแล้ว นำเอาส่วนผสมนี้มาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วใช้นมสดเย็นๆ ล้างออก

    แบบที่ 3 พอกหน้าด้วยแตงโม (ประเทศตุรกี)
    วิธีการ : ฝานแตงโมเป็นชิ้นบางๆ จากส่วนที่แดงที่สุด นำมาแปะให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมหน้าไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

    แบบที่ 4 พอกหน้าด้วยไข่ขาว (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)
    วิธีการ
    : ต่อยไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออกเทเฉพาะไข่ขาวลงในถ้วย ใช้ส้อมตีไข่ขาวจนเป็นฟองพอสมควร แล้วใช้แปรงขนนุ่ม จุ่มไข่ขาวทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนไข่ขาวเริ่มจับตัวแข็ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

    แบบที่ 5 พอกหน้าด้วยน้ำมะนาวและน้ำผึ้ง (ประเทศฝรั่งเศส)
    วิธีการ : ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

    แบบที่ 6 พอกหน้าด้วยมะเขือเทศ (ประเทศญี่ปุ่น)
    วิธีการ
    : ฝานมะเขือเทศ 1 ชิ้นหนาๆ ถูให้ทั่วใบหน้าและลำคอเบาๆ ตรงบริเวณที่มีสิวเสี้ยน มะเขือเทศมี วิตามินซีและกรด AHA จะช่วยลอกผิวหน้าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ หลังจากนั้นจึงค่อยใช้สำลีชุบน้ำเย็น เช็ดมะเขือเทศออกให้สะอาด

    แบบที่ 7 พอกหน้าด้วยนมเปรี้ยว (ประเทศรัสเซีย)
    วิธีการ
    : สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน ล้างหน้าให้สะอาดก่อนจะเอานมเปรี้ยวที่แช่เย็นจัดพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีหรือนานกว่านั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ เช็ดออก ตำรานี้จะใช้ได้ผลดีมากในหน้าร้อน เพราะจะช่วยให้ ใบหน้าที่ซีดเซียวกลับเปล่งปลั่งขึ้นได้ จะเห็นว่าสูตรหน้าที่กล่าวมาทั้งหมด ทำได้ง่ายๆ จากของใกล้ๆ ตัวอันมาจากธรรมชาติโดยเฉพาะ ลองเลือก ใช้สูตรใดสูตรหนึ่งดู แล้วแต่คุณถนัดหรือพอจะหาวัตถุดิบได้ รับรองว่าใบหน้าขาวสวยใสคงอยู่ไม่ไกลเกิน เอื้อมแน่นอน...

    อึ...กับใับหน้า ใกล้กันกว่าที่คิด



        ใครเคยอึแล้วหันกลับไปมองมันอย่างพินิจพิจารณาบ้าง?? ไม่มี!! ยิ่งทุกวันนี้เครื่องสุขภัณฑ์หรูหราทันสมัย อึก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้ "ห่างเหิน" จากเจ้าของมันมากขึ้น ทั้งๆ ที่อึนั่นแหละคือ "สัญญาณ" ที่ดีของระบบสุขภาพคนเรา เพราะมันจะสะท้อนว่า เรากินอะไรเข้าไป และร่างกายซึมซับได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัญญาณเหล่านี้สุดท้ายก็ส่งผลต่อความอ่อนวัยของใบหน้าคนเราด้วย "อึ" จึงสัมพันธ์กับ "ใบหน้า" อย่างใกล้ชิด!!

    เพื่อเป็นการเปลี่ยนทัศนคติใหม่เกี่ยวกับอึให้ทุกคน เราจึงนำเรื่องราวดีๆ จากงานเสวนา หัวข้อ "อึ ดั๊นลอยฟ่องเพราะกินของดี ดีท็อกซ์ เดลี หน้าใสนะคะ" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 โดยมีนักโภชนาการ และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งสาวๆ หน้าใสมาเป็นผู้ให้รายละเอียด


    เริ่มจาก อัจฉรา พรไพศาลสกุล นักโภชนาการ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท อธิบายให้เห็นภาพการเดินทาง
    ของอาหารหลังจากผ่านเข้าสู่ปาก แล้วถูกย่อยด้วยกระเพาะอาหารก่อนจะส่ง ต่อไปยังลำไส้เล็กจนถึงลำไส้ใหญ่ "อาหารจะตกอยู่ในลำไส้ประมาณ 60-100 ชั่วโมง แต่เนื่องจากว่า ระบบการย่อยของคนเราถูกสร้างขึ้นมาสำหรับสัตว์กินพืช ลำไส้จึงไม่เชี่ยวชาญในการย่อยเนื้อ จึงทำให้เกิดคราบตกค้างตามซอกของลำไส้ซึ่งนานวันมันก็จะเกิดการสะสมและเป็นสาเหตุของอาการท้องผูก ดังนั้น เราต้องกินผักซึ่งเป็นไม้กวาดลำไส้ซึ่งจะอยู่ในลำไส้ไม่เกิน 1 วัน จะช่วยชะล้างคราบเหล่านั้นออกไปพร้อมกันด้วย" นักโภชนาการอธิบาย แถมยังแนะนำให้รับประทานผักอย่างน้อย 1 ถ้วยต่อวัน เพื่อทำให้ขนาดของอึพอดีกับ ลำไส้และขับเคลื่อนผ่านไปได้สะดวก

    อึ สามารถบอกได้ว่าใครสุขภาพดีทั้งร่ายกายและใบหน้าอย่างไร พ.ญ.เรขา กลลดาเรืองไกร แพทย์ผู้
    เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ได้วิเคราะห์ลักษณะของอึในแต่ละรูปแบบว่า เจ้าของอึ
    เลือกรับประทานอาหารได้ถูกต้องหรือไม่ พร้อมอยากให้ทุกคนได้เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยหันหลังกลับไปดูสิ่งที่ขับถ่ายออกไป ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจสุขภาพของตัวเองได้ถูกต้อง

    "อึ" ที่ลอยฟ่อง เป็นก้อนแตกกระจาย ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่เป็นก้อนยาวๆ ถ่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องเบ่ง สีเขียวขี้ม้า หรือเหลืองทอง บ่งบอกว่าลำไส้ใหญ่สะอาด ไม่มีคราบตะกอนหมักหมม ถือเป็นคนที่เลือกรับประทานอาหารได้ถูกต้อง และมีสุขภาพดี
    ส่วนถ้าใคร "อึ" เป็นก้อน จมน้ำ แต่ไม่ถึงกับเหม็นมาก สีค่อนข้างคล้ำ แสดงว่า กินเนื้อสัตว์เยอะกว่าผัก ถือว่าเป็นคนสุขภาพปานกลาง ซึ่งควรจะต้องรับประทานผักให้มากกว่านี้
    แต่ถ้าสังเกตดูแล้วเห็นว่า "อึ" ติดชักโครกเป็นคราบเหนียวหนึบหนับ จับเป็นก้อน มีกลิ่นเหม็นตลบอบอวลสีออกน้ำตาลดำ เข้าขั้นน่าเป็นห่วง เพราะบ่งบอกว่า สุขภาพย่ำแย่ เนื่องจากกินแต่เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาวหรือข้าวขาวที่ไม่มีเส้นใย และที่สำคัญไม่ได้มีผักในอาหารแต่ละมื้อเลย

    "อึ" ที่เข้าข่ายวิกฤติและต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพราะอาจก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้ คือ อึที่ เหนียวข้น สีดำเข้ม มีเลือดออกมากับอุจจาระ มีอาการท้องเสียสลับกับท้องผูกบ่อยๆ น้ำหนักตัวลดเร็วและเบื่ออาหาร
    ควรแก้ไขโดยการกิน ผักผลไม้เยอะๆ รวมถึงธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยดูดซึมและขนถ่ายโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไปใช้ประโยชน์มากขึ้น ช่วยเพิ่มเนื้ออุจจาระ ทำให้ขนาดพอเหมาะกับการบิดตัวของลำไส้ใหญ่ ลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งและท้องจะไม่ผูกอีกต่อไป" เป็นคำแนะนำที่สามารถยืนยันได้จากคนสุขภาพดีอย่างคุณหมอเรขา การปฏิบัติตนอย่างถูกสุขลักษณะพิสูจน์ได้จากหน้าใสๆ ของเธอ นอกจากนี้ ยังมี 3 สาว ม.ล.จันทนิภา เกษมศรี ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมแลนด์มาร์ค
    วรรณพร ตัญญูไพบูลย์ รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท โปรดปราน โปรเจค จำกัด และ กินรี ดาร์ริงตัน
    ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ดับเบิล อิมแพค มาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ที่แม้วัยจะย่างเข้า30 มาแล้วแต่ก็ยังหน้าใส ดูเป็นวัยรุ่นอยู่ตลอด พวกเธอเฉลยว่า การดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 6-8 แก้ว กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกาย และขับถ่ายเป็นเวลา เป็นเหตุผลที่ทำให้ พวกเธอสุขภาพดีและยังมีใบหน้าที่สดใส อ่อนกว่าวัย เช่นนี้ เชื่อ ไม่ เชื่อ ก็ต้องลองนำไปใช้กันดู พร้อมทั้งอย่าลืมพิสูจน์ "อึ"
    ของตัวเองหลังปล่อยออกมาทุกครั้ง เป็นวิถีทางที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบสุขภาพของตัวเอง

    นม...มัจจุราชเงียบ



    ใครๆ ก็แนะนำให้ดื่มนม นมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นความจริงที่สำหรับคนเราในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะตอนนั้นข้าวของทุกอย่างแพงหมด เพราะขาดแคลน คนที่มีเงินเท่านั้นจึงจะได้กินดีอยู่ดี ได้รับโปรตีนมากกว่า ทำให้มีสุขภาพดีกว่าคนที่ขาดอาหาร ขาดโปรตีน แต่ในสมัยนี้มันเปลียนไปแล้ว เพราะคนส่วนมากจะเกิดภาวะการบริโภคเกินซะมากกว่า และที่สำคัญโปรตีันที่คนส่วนใหญ่ได้มา ส่วนหนึ่งก็มาจากการดื่มนมนั่นเอง ในนมมีอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งที่ในนม มีไขมัน โปรตีน และแคลเซียม ไขมันในนมเป็นไขมันจากสัตว์ ซึ่งอุดมไปด้วยโคเลสเตอรอล เป็นไขมันอิ่มตัว เราอุตส่าห์หนีน้ำมันหมู แล้วยังมากินนมเอาโคเลสเตอรอลเข้าไปอีกหรือ คนที่วิจัยเรื่องนี้ ก็คือ The Milk Industry Foundation บอกว่าคนกินนมแล้วเสี่ยงต่อโรคอ้วน บริษัทนมจึงแก้ปัญหาด้วยการทำนมพร่องไขมัน ซึ่งก็ยังมีไขมันเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง
    จากข้อสังเกตที่ว่า คนอเมริกันกินนมเยอะที่สุด และมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินพ่วงตามมาด้วย ผู้ชายอ้วน 27% ผู้หญิง 46% ในขณะที่สถิติเรื่องอ้วนในคนไทยมีแค่ประมาณ 20% ทั้งหญิงและชาย

    เรื่องเบาหวานในคนอเมริกันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ขอกระซิบเบาๆ ว่า คนอเมริกันเป็นเบาหวานมากกว่าคนไทย 3 เท่าเชียวนะ สถิติโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ในคนอเมริกันล้วนแล้วแต่สูงกว่าคนไทยทั้งสิ้น น่าแปลกที่ฝรั่งที่มาสอนให้เราดื่มนมป้องกันกระดูกพรุน กลับมีอัตราเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าเราเกือบ 9 เท่า !

    จึงมีคนเอะใจว่า การกินอาหารแบบอเมริกันน่าจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราเจ็บป่วยเสียแล้ว และเรื่องนมวัวก็ไม่หลุดรอดจากการตรวจสอบไปได้ ผลจากการตรวจสอบเราพบว่าปัญหาจากนมวัวเกิดเพราะสถานการณ์ต่างๆ ในโลกได้เปลี่ยนไป

    สุขภาพคนไทยเปลี่ยนจากทุโภชนาการเป็นโภชนาการล้นเกิน

    สถานการณ์แรกที่ต้องคิดถึงก็คือ การรณรงค์ให้ดื่มนมวัวเริ่มสมัยหลังสงครามโลกใหม่ๆ สมัยนั้นเป็นสมัยที่คนไทยยังขาดอาหารอยู่ มีภาวะทุโภชนาการอยู่ทั่วไป แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม คนไทยมีอาหารการกินอย่างเหลือเฟือจนโรคอ้วนถามหากันเป็นทิวแถว การมาส่งเสริมให้ดื่มนมกลับเป็นการซ้ำเติมโรคอ้วนให้แย่ลงไปอีก

    มีวิจัยว่า นมวัวเป็นสาเหตุของโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจหลอดเลือด แม้ว่าคุณจะดื่มนมพร่องไขมันแล้วก็ตาม แต่คำว่าพร่องไขมันในที่นี้ เป็นการเล่นคำ เพราะพร่องไขมันก็คือยังมีไขมันอยู่ แต่น้อยกว่าปกติเท่านั้นเอง

    มีการนำเอาเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติในจังหวัดเชียงใหม่มาตรวจหาระดับไขมันในเลือดดู พบว่าเด็กเหล่านี้ที่ถูกเลี้ยงดูให้กินนมต่างน้ำ มีไขมันสูง ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีสูงถึง 25% อายุ 6-15 ปีมีถึง 70% และระดับไขมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ นั่นหมายความว่าเด็กเหล่านี้เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เขาก็มีปัญหาไขมันอุดตันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    นมวัวเพิ่มความเสี่ยงต่อภูมิแพ้ - ไซนัสอักเสบ - หอบหืด

    นมวัวเพิ่มความเสี่ยงต่อภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ และหอบหืดในคนไทยด้วย เพราะว่าพันธุกรรมของคนไทยนั้นมักจะแพ้ต่อนมวัว เคยมีการวิจัยในอาสาสมัครคนไทยที่ให้ดื่มนมวัวแล้วนำมาส่องดูเยื่อบุโพรงจมูกและเยื่อบุลำไส้ พบว่าคนเหล่านี้มีอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูกและลำไส้ถึง 100%

    ดื่มนมเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

    เนื่องจากนมเป็นสาเหตุที่สำคัญของไขมันในเลือดสูง ดังนั้นนมจึงมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วย ทั้งนี้นิ่วในถุงน้ำดีบางส่วนเกิดจากการที่มีสมดุลของน้ำดีและไขมันผิดปกติ ทำให้น้ำดีตกตะกอนเป็นนิ่วได้

    ดื่มนม...มะเร็งอาจถามหา

    นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1950-1975 หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม นักวิจัยชาวญี่ปุ่นพบว่าคนญี่ปุ่นดื่มนมเพิ่มขึ้น 15 เท่า กินเนื้อสัตว์เพิ่ม 7.5 เท่า ผลก็คือในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้หญิงญี่ปุ่นป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้มากกว่าเดิม 300% ซึ่งตรงกับงานวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกาที่ว่า อาหารไขมันอิ่มตัวสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม

    การประชุมกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (WCRF) และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (AICR) ก็มีงานวิจัยการสรุปออกมาเหมือนกันว่านมเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของมะเร็ง แต่ด้วยความเกรงใจบริษัทที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ ก็เลยมีการแก้ไขถ้อยคำให้รุนแรงน้อยลงหน่อยว่า นมอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็ง

    นมไม่ใช่แหล่งอาหารที่ดีที่สุด

    การวิจัยว่าการที่ชาวตะวันตกเกิดโรคมากมายมีผลมาจากการดื่มนม 150 ลิตร/ปี หรือเฉลี่ยคือการดื่มนมมากเกิน 1.6 แก้ว/วัน แต่อย่าลืมนะว่าฝรั่งน่ะตัวใหญ่กว่าเรานะ ดังนั้นการออกมารณรงค์ให้คนไทยที่ดื่มนมวันละ 1 แก้วก็นับว่ามากจนเกินไป
    จะกินดื่มอะไร ถ้าไม่ให้ดื่มนม(วัว)

    มีคนถามว่า ถ้าการดื่มนมวัวน่าจะเกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์ ถ้าเช่นนั้นเราจะกินดื่มอะไรกันดี

    เด็ก นมแม่มีประโยชน์ที่สุด การเข้ามาของผลิตภัณฑ์นม ทำให้แม่ลดการให้นมลูกเองเหลือเพียง 4 % กรณีที่แม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แม่สามารถกลับมาป้อนนมได้ในตอนเย็นและค่ำ หลังจากนั้นปั๊มน้ำนมเก็บใส่ตู้เย็นไว้ เพื่อให้คนที่บ้านป้อนเด็กในตอนกลางวัน

    การให้นมแม่ประหยัดเงินได้มาก ลูกมีภูมิต้านทานดี ไม่เจ็บป่วยง่าย เด็กที่เติบโตด้วยนมแม่จะอารมณ์ดี

    นมวัวมีกรณีให้เลือกสถานเดียว คือกรณีที่แม่ไม่มีน้ำนมพอให้ลูก ก็อาจพิจารณาให้นมวัวที่ปรับสภาพให้ใกล้เคียงนมแม่ ให้ดื่มจนครบ 1 ขวบแล้วให้เลิกเสีย โดยให้กินอาหารอย่างอื่นแทน อีกทางหนึ่งคือ ให้เลี้ยงลูกด้วยนมถั่วเหลือง โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเกิดภูมิแพ้มากขึ้นถ้าให้ดื่มนมวัว
    ส่วนเด็กเล็กและเด็กโตกินอาหารธรรมชาติ โดยไม่ต้องดื่มนม แต่ถ้ายังไม่สบายใจ พ่อแม่ก็อาจจะให้ลูกดื่มนมถั่วเหลือง ซึ่งก็มีโปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว ถ้าจะเปรียบเทียบแหล่งโปรตีนแล้ว กินหมูกินไก่ก็ได้โปรตีนทั้งคุณภาพและปริมาณ
    - นมวัว 1 แก้ว ให้โปรตีน 8.5 กรัม
    - นมถั่วเหลือง 1 แก้ว ให้โปรตีน 7 กรัม
    - น่องไก่ 1 ชิ้น ให้โปรตีน 18.8 กรัม

    หญิงมีครรภ์ หญิงมีครรภ์ต้องการแคลอรี โปรตีน กรดไขมันจำเป็น แคลเซียม ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก วิตามินต่างๆ แต่คุณแม่ต้องรู้ว่าไม่ต้องการสารเหล่านี้เป็น 2 เท่า เพราะเด็กในครรภ์ตัวเล็กกว่าแม่ 15 เท่า ถ้าขืนกินเข้าไปแบบยัดทะนาน ก็รังแต่จะไปพอกพูนที่ตัวแม่ การดื่มนมอย่างมากมายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แม่อ้วนหลังคลอด

    แคลอรีที่ดีต้องเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้องซึ่งจะใช้เป็นเรี่ยวแรงได้อย่างหมดจด
    โปรตีน ถ้ากินไก่ ไข่ หมู กุ้ง ปลา ก็ได้โปรตีนเพียงพอ สามารถดื่มนมถั่วเหลือง และข้าวกล้องก็ให้โปรตีนด้วย
    - เนื้อไก่ส่วนอก 1 ชิ้น (100 กรัม) ให้โปรตีน 11 กรัม
    - ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้โปรตีน 10 กรัม
    - ปลา 1 ชิ้น (100 กรัม) ให้โปรตีน 21 กรัม
    - หมูเนื้อแดง 1 ขีด ให้โปรตีน 14 กรัม
    - เต้าหู้ 100 กรัม ให้โปรตีน 13.3 กรัม
    - นมถั่วเหลือง 1 แก้ว ให้โปรตีน 7 กรัม
    - ข้าวกล้อง 2 ทัพพี ให้โปรตีน 15.6 กรัม

    แคลเซียม อาหารไทยมีแคลเซียมมากมายไม่ต้องพึ่งนมวัว เช่น กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ปลากรอบ มีปริมาณแคลเซียมสูงกว่านม 13-23 เท่า ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์กินเต้าหู้วันละ 1 แผ่น กับกุ้งชุบแป้งทอดวันละ 1 ชิ้น เท่ากับได้ดื่มนมวันละ 2 แก้ว

    ธาตุเหล็ก ใช้สร้างเม็ดเลือดแดง เราได้รับจากเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ถั่วงอก ผักบุ้ง ผักใบเขียว

    กรดโฟลิก ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และสำคัญในการพัฒนาระบบประสาท มีมากในผักใบเขียว แคนตาลูป แครอท ตับ ไข่แดง ฟักทอง ถั่วต่างๆ

    วิตามิน เกลือแร่ และสารผัก ช่วยจรรโลงขบวนการเคมีทั้งในแม่และทารก ช่วยเสริมภูมิต้านทาน เป็นฮอร์โมนเสริมสำหรับบำรุงครรภ์ มีในผักสด ผลไม้ต่างๆ ต้องรู้จักกินผักให้หลากหลาย ผักพื้นบ้าน เครื่องแกง เครื่องสมุนไพรต่างๆ

    กรดไขมันจำเป็น ช่วยเสริมระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ให้ทำงานดี ทำให้ผิวพรรณผ่องใส มีอยู่ในน้ำมันปลา น้ำมันดอกพริมโรส น้ำมันเมล็ดฝ้าย

    ถ้าคุณแม่ต้องการดื่มนม ให้ดื่มนมถั่วเหลือง พร้อมโรยงาดำคั่ว วันละ 1-2 แก้ว ก็จะได้ทั้งโปรตีนและแคลเซียมเพียบพร้อม

    สำหรับสตรีวัยทอง และผู้สูงอายุ ที่เสี่ยงต่อโรคกระดูกผุ เป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์นมแคลเซียมสูง สำหรับอาหารไทยเรามีแคลเซียมอยู่มากมายดังเช่น ปลาร้าผง กุ้งแห้งตัวเล็ก กะปิเคย งาดำคั่ว กุ้งฝอยน้ำจืด ถั่วแดงหลวง ใบชะพลู มะขามฝักสด แคยอดอ่อน ผักกระเฉด สะเดายอดอ่อน เม็ดบัวดิบ ถั่วเน่าแห้ง เต้าหู้ขาวอ่อน ผักคะน้า ถั่วเหลือง ปลาไส้ตัน จะเห็นได้ว่าถ้าขยันกินอาหารไทยๆ จะไม่ขาดแคลเซียมทั้งคนทั่วไป และผู้สูงอายุเลิกดื่มนม(วัว)เสียแต่วันนี้ ร่างกายแข็งแรง ไร้โรคภัยแน่นอน

    10 ท่าในการลดหน้าท้อง

    วันนี้มีท่าในการลดพุงของคุณมาให้ทำกัน 10 ท่า เริ่มจากทำท่าเหล่านี้ท่าละ 10 ครั้ง ต่อวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ

    ท่าที่ 1



    ท่าที่ 2


    ท่าที่ 3


    ท่าที่ 4


    ท่าที่ 5


    ท่าที่ 6


    ท่าที่ 7


    ท่าที่ 8


    ท่าที่ 9


    ท่าที่ 10